วัฒนธรรมวิจัยกับการใช้ประโยชน์สมองอัจฉริยะ

      สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือเรื่อง A Beautiful Mind แต่งโดย Sylvia Nasar พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Touchstone, 2002 ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติของศาสตราจารย์ John Nash ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี ค.ศ.1994 จากผลงานวิจัยด้านคณิตศาสตร์สมัยเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Princeton สหรัฐอเมริกา ในเรื่องเกี่ยวกับ Game Theory หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีติดอันดับโลก และมีการนำมาสร้างเป็นอัจฉริยะ สลับกับช่วงวิกลจริตเป็นช่วงๆ เป็นชีวิตที่คล้ายนิยายมากกว่าชีวิตจริง

      วิธีเลือกนักศึกษาปริญญาเอก

      เมื่อแนช อายุ 20 ปี ขณะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ที่ Carnegie Institute of Technology เมืองพิตสเบิร์ก ก็ได้รับข้อเสนอจาก 4 มหาวิทยาลัยอันดับสุดยอดด้านบัณฑิตศึกษาสาขาคณิตศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ได้แก่ ฮาร์วาร์ด ปรินซตัน ชิคาโกและมิชิแกน

      นี่คือวัฒนธรรมความเป็นเลิศด้านวิชาการและด้านการวิจัย มหาวิทยาลัยเสาะแสวงหาศิษย์เก่งระดับอัจฉริยะ ไม่ใช่รอให้มาสมัคร เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเด็กเหล่านี้ได้รับแผ่นกระดาษที่เรียกปริญญาบัตรแล้วหรือยัง เขาสนใจแต่ว่าเด็กเหล่านี้มีผลงานวิจัยระดับอัจฉริยะก็เชิญเข้าเรียนระดับปริญญาเอกได้ โดยไม่ต้องจบปริญญาตรี

      ในที่สุดปรินซตันก็ได้ตัวแนชไป เพราะแสดงความสนใจในตัวแนชมากกว่าและเสนอทุนการศึกษา "อย่างเอื้อเฟื้อ" กว่าทั้งๆ ที่แนชก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไป ที่อยากเลือกฮาร์วาร์ดมากกว่า เพราะโก้กว่าด้านชื่อเสียง

      ที่จริงแนชมีผลคะแนนการศึกษาไม่ดีนัก และไม่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านคณิตศาสตร์สูงสุด แต่ผู้มองการณ์ไกลอย่างศาสตราจารย์ Solomon Lefschetz หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ของปรินซตัน ก็ใช้ความพยายามดึงตัวแนชมาจนได้ ด้วยกลยุทธหลายอย่าง

      เลฟเชตซ์จังเปรียบเสมือน "ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ของสาขาวิชาคณิตศาสตร์แห่งปรินซตัน" ทั้งสองท่านนี้มุ่งสร้างหน่วยงานของตนโดยการ "ล่าตัว" สมองอัจฉริยะมาสร้างและส่งเสริม โดยเลฟเซตซ์ไม่ได้ตัดสินความเป็นอัจฉริยะของแนชที่คะแนน แต่ดูที่ผลงานสร้างสรรค์ คือการวิจัย

      อิสระ แต่ต้องสังสรรค์เพื่อสร้างสรรค์

      แนชเป็นนักศึกษาปริญญาเอกเมื่ออายุ 20 ปี และจบเมื่ออายุ 22 ปี นักศึกษามีอิสระที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ มีเงื่อนไขอยู่อย่างเดียวต้องมาดื่มชาร่วมกับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคน ตอน 15.00-16.00 น. ทุกวัน สำหรับเป็นเวลาสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดและกระตุ้นซึ่งกันและกัน กิจกรรมที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันคือการเล่นเกมชนิดที่ต้องใช้ความคิดเชิงคณิตศาสตร์ เช่น หมากรุก โกะ รวมทั้งมีการคิดเกมใหม่ๆ สำหรับทดสอบแนวคิดหรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ด้วย "เวลาน้ำชา" คือเครื่องมือสร้างบรรยากาศและกลิ่นไอทางวิชาการ รวมทั้งบรรยากาศในการแข่งขัน

      เมื่อได้ "สมองอัจฉริยะ" ในช่วงอายุที่เฉียบแหลมที่สุดคือตอนอายุน้อย ปรินซตันก็จะ "ส่งเสริมและสร้างแรงกดดันให้นักศึกษาทำวิจัยด้วยตนเอง ในเรื่องที่ตนสนใจ และจบให้เร็วที่สุดโดยนักศึกษาเป็นผู้เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และเงื่อนไขสำหรับปริญญาเอกคือต้องมีผลงานวิจัยที่มีนวภาพ (Originality)

      หลักการสำคัญที่ปรินสตันให้แก่นักศึกษา คือกฎเกณฑ์กติกาน้อยที่สุด (Minimum of bureaucracy) แต่แรงกดดันสูงสุด (maximum of pressure)

      บัณฑิตศึกษาด้านคณิตศาสตร์ของปรินซตันในเวลานั้น ให้คุณค่าสูงสุดแก่ การคิดอย่างอิสระ (Independent thinking) และความมีนวภาพ (originality) กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความเชื่อนี้

      เรียนโดยการทำวิจัย

      แนชมีวิธีเรียนที่ไม่เหมือนคนอื่น และมีวิธีทำวิจัยที่ไม่เหมือนคนอื่น ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้การวิจัยของตนแหวกแนวแตกต่างไปจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

      เขาไม่ได้เรียนโดยการอ่านตำรา แต่เรียนโดยการตั้งคำถามแก่ตนเอง และคิดหาคำตอบเอง จึงพบอยู่บ่อยๆ ที่แนชมีวิธีตอบโจทย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างจากที่มีในตำรา โดยที่คำตอบเหมือนในตำรา แต่วิธีเข้าสู่คำตอบต่างกัน

      เมื่อแนชตั้งโจทย์วิจัย เขาจะพุ่งไปสู่คำตอบทันทีแล้ว "คิดย้อนทาง" จากคำตอบหาเหตุกลับไปสู่โจทย์

      การวิจัยของแนช เป็นการวิจัยโดยคิดอยู่ในสมองความเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเหมือนก็คือ เขาจะครุ่นคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลานานถึงครึ่งปีหรือหนึ่งปี ในลักษณะที่สมาธิยาวมาก

      ลองนึกดูเถิดว่า คนที่มีวัตรปฏิบัติทางสมองแบบนี้เมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้ว จะอยู่ในลักษณะ "เพี้ยน" แค่ไหน

      หนังสือเล่มนี้เรียกบัณฑิตศึกษาด้านคณิตศาสตร์ของปรินซตันว่าเป็น "โรงเรียนสำหรับอัจฉริยะ" (School of genius) และเห็นได้ชัดเจนว่าเขาสร้างระบบและบรรยากาศเพื่อเอื้อให้อัจฉริยะหรือ "คนเพี้ยน" เหล่านี้ทำงานสร้างสรรค์ให้แก่สังคม

      ในหลายตอนของหนังสือ มีคนประเมินสภาพจิตใจและพฤติกรรมของแนชว่า "ไม่ได้เพี้ยนไปกว่านักวิชาการโดยทั่วไป"

      ใช้ "รางวัล" เป็นเครื่องมือ

      เครื่องมือที่ว่านี้ ใช้สำหรับค้นหา และส่งเสริมสมองอัจฉริยะ ให้ได้ใช้สมองของตนทำประโยชน์แก่สังคมตาม "ความถนัดสุดๆ" ของตน ซึ่งก็หมายความว่า "แววอัจฉริยะ" จะฉายออกมาตั้งแต่อายุน้อยมาก ฝรั่งใช้คำว่า Precocious

      "The William Lowell Putnam Mathematical Competition"

      เป็นการแข่งขันระดับประเทศของสหรัฐอเมริกาสำหรับหาอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์จากนักศึกษาระดับปริญญาตรี ใครที่สอบได้ 10 อันดับแรกก็มั่นใจได้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยระดับยอดเสนอทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกมาให้

      ตอนอยู่ปี 1 (ที่ Carnegie Institute of Technology) แนชเข้าสอบแข่งขัน แต่ไม่ติด 10 อันดับแรก ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งติด เมื่ออยู่ชั้นปีที่ 2 แนชเข้าสอบอีกด้วยความหวังจะติด 5 อันดับแรก แต่ก็ได้เพียงติด 10 อันดับแรก นักคณิตศาสตร์ระดับยอดของสหรัฐอเมริกาบางคนเคยได้รับรางวัล Putnam ถึง 3 ปีติดต่อกัน

      เงินรางวัลที่ให้แก่ผู้สอบติดอันดับ อยู่ในเรือนร้อยเหรียญเท่านั้น แต่เกียรติที่ได้รับ และโอกาสในการศึกษาและทำงานในอนาคตสูงมาก

      2. Fields Medal

      Fields Medal เป็นเสมือนรางวัลโนเบลสำหนับสาขาคณิตศาสตร์ เพราะรางวัลโนเบลไม่มีการให้รางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ รางวัลนี้จัดการโดย The International Mathematical Union ในสมัยนั้นให้รางวัลทุกๆ 4 ปี แก่ผู้ได้รับรางวัลครั้งละ 2 คน โดยผู้ได้รับรางวัลต้องอายุไม่เกิน 40 ปี ตัวรางวัลเป็นเงินอยู่ในระดับร้อยดอลลาร์ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่ชื่อเสียงในช่วงที่เรียกว่า "กึ่งกลางชีวิตของนักวิชาการด้านคณิตศาสตร์" เป็นการประกันอนาคตวิชาการที่มั่นคงระดับ endowed chair ในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้า

      ระหว่างเป็นอาจารย์อยู่ที่ MIT ชื่อของแนชอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับการพิจารณา แต่แนชไม่เคยได้รับรางวัลนี้

      3. Bocher Prize

      Bocher Prize คล้าย Fields Medal แต่เกียรติต่ำกว่า จัดการโดย The American Mathematical Society ให้รางวัลทุกๆ 5 ปี

      แนชไม่เคยได้รับรางวัลนี้

      4. รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์

      ชื่อจริงของรางวัลนี้คือ The Central Bank of Sweden Prize in Economic Science Memory of Alfred Nobel ดังนั้นจริงๆ แล้ว รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลโนเบลแท้ รางวัลโนเบลที่กำหนดไว้โดยอัลเฟรด โนเบล มีเพียง 5 สาขา คือ ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดี และสันติภาพ

      แต่คนทั่วไปถือว่ารางวัลนี้คือรางวัลโนเบล มีศักดิ์ศรีเท่ากับอีก 5 สาขา

      รางวัลโนเบลให้แก่ผลงานเป็นชิ้นๆ ไม่ใช่ผลงานของบุคคลตลอดชีวิตการทำงาน โดยที่ผลงานนั้นอาจเป็นการค้นพบ การประดิษฐ์ หรือความสำเร็จ ในรูปแบบอื่น ซึ่งอาจเป็นทฤษฎีวิธีการวิเคราะห์หรือผลงานเชิงประจักษ์ (Empirical)

      ผลการศึกษาเกี่ยวกับ Game Theory อยู่ในความสนใจของคณะกรรมการรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์มาเป็น 10 ปี ก่อนจะให้รางวัลในปี ค.ศ. 1994 โดยแนชเป็นเต็งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา และมีคณะกรรมการตัดสินที่จะให้รางวัลแก่ "Theory of Noncooperative Games" แนชจึงได้รับรางวัลกับนักวิจัยอีก 2 คน ที่ทำวิจัยด้าน noncooperative games

      เกมของคนหนุ่มสาว

      เชื่อกันว่า การค้นพบทางคณิตศาสตร์เป็นเกมของคนหนุ่มสาว ถึงกับมีผู้ระบุว่า ผลงานชิ้นเยี่ยมมักสร้างขึ้นตอนที่นักคณิตศาสตร์อายุไม่เกิน 26 ปี แนวความคิดนี้น่าจะได้มีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในการส่งเสริมอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย

      กลับไปอ่านบททวนเรื่องที่เขียนเล่ามา รู้สึกว่าไม่ได้รสชาติเหมือนอ่านหนังสือต้นฉบับจริงๆ ซึ่งมีความหนา 485 หน้า จึงขอชักชวนให้ผู้มีอาชีพ หรือหน้าที่จัดการงานวิจัยในมหาวิทยาลัยอ่านหนังสือเล่มนี้ (ราคา 350 บาทเท่านั้น) และขอย้ำว่า ที่เขียนเล่ามา เป็นการเขียนแบบ "สังเคราะห์" ตีความโดยผู้เขียนเอง ถ้าจะนำมาประยุกต์ใช้ คงต้องตรวจสอบให้รอบคอบก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรวจสอบกับสังคมวัฒนธรรมไทย และตรวจสอบว่าจะต้องปรับใช้แค่ไหนถ้าจะใช้กับระบบสำหรับคนฉลาดธรรมดาๆ ไม่ใช่ระดับอัจฉริยะจริงๆ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า "คนฉลาด" เท่านั้น ไม่ได้มีเฉพาะด้านดี แต่มีด้านเพี้ยนอยู่ด้วย ระบบการศึกษา-วิจัยที่เน้นการส่งเสริมและใช้ประโยชน์จาก คนเหล่านี้ จะต้อง "อดทน" "อดกลั้น" และ "ยอมรับ" ความเพี้ยนในระดับที่สูงกว่าองค์กรและสังคมโดยทั่วไป

      ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช
      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย