|
|
 |
|
| |
 |
|
|
|
 |
|
|
|
10 วิธีวัด"แวว"ลูก ทดสอบความเป็น"อัจฉริยะ"
-
ในสังคมแห่งการแข่งขันเช่นทุกวันนี้ "ครอบครัว"
ถูกดึงเข้าสู่ระบบของการแข่งขันไปด้วย
โดยที่พ่อแม่ต้องแข่งขันกันทำมาหากิน
จนไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเลี้ยงดูลูกเท่าที่ควร
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่สามารถสังเกตเห็นความถนัด
หรือ พรสวรรค์ ความโดดเด่นที่มีในตัวของลูกตัวเอง
จากนั้นกลับไปส่งเสริมให้ลูกเป็นไปตามกระแสนิยมในสังคม
ทำให้พรสวรรค์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมในตัวลูกเลือนหายไปอย่างน่าเสียหาย
-
ปัญหาเรื่องนี้ถูกค้นพบและถกเถียงกันในวงวิชาการมานานหลายปี
เพราะเป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวไทย หลังการถกเถียงทางวิชาการ
ทำให้เกิดการจัดตั้งศูนย์อัจฉริยภาพเด็กขึ้น
โดยมีสำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย เป็นแห่งแรกที่เปิดศูนย์ค้นหา
"แวว" ของเด็ก
- ย้อนหลังไปก่อนจะเปิดศูนย์
ในระหว่างนั้นมีการประชุมด้าน Gifted
ระดับเอเชียแปซิฟิก สำนักงานอาสากาชาดจึงส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม
และพบว่าในประเทศไทยยังไม่มี ศูนย์ทดสอบอัจฉริยภาพ
ของเด็กโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ทดสอบความฉลาด
หรือ ไอคิว ที่ไม่วัดผลประกอบพฤติกรรมและครอบครัว
- สภากาชาดไทยจึงรวบรวมข้อมูล
วิธีการ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร กับ สถาบันพัฒนาทักษะความคิด
(Gifted Center) จากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
มาประยุกต์เข้าเป็นกิจกรรมในมุมการเรียนรู้
10 มุม ในศูนย์การทดสอบที่ตั้งขึ้น เพื่อให้เด็กที่เข้ามารับการทดสอบได้เล่น
หรือ ทำกิจกรรมตามมุมต่างๆ 12 ครั้ง เพื่อวัดความถนัด
วัดจุดเด่นที่มีในตัวของเด็ก โดยมีเจ้าหน้าที่
ทั้งที่เป็นอาสากาชาดผ่านการอบรมมาแล้ว
และเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน เฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของเด็กแบบตัวต่อตัว
และศูนย์ทดสอบดังกล่าวได้เปิดอย่างเป็นทางการให้บริการเป็นครั้งแรก
กับครอบครัว พ่อแม่ ที่ต้องการค้นหาความเป็นอัจฉริยะของลูกตัวเองเมื่อเดือนกรกฎาคม
2545 ใช้ชื่อว่า "ศูนย์อัจฉริยภาพเด็ก"
- ศูนย์แห่งนี้
เป็นศูนย์ที่เปิดทดสอบแววอัจฉริยภาพเด็ก
10 แวว ด้วยกัน คือ แววนักคิด แววนักวิชาการ
แววสร้างสรรค์ แววนักวิทยาศาสตร์ แววนักคณิตศาสตร์
แววผู้นำ แววนักภาษา แววนักกีฬา แววนักดนตรี
และแววศิลปิน รวมทั้งค้นหา "เด็กอัจฉริยะ"
ในเมืองไทยด้วย
- เด็กที่ต้องการการทดสอบ
จะต้องเข้าไปทำกิจกรรมในมุมการเรียนรู้ทั้ง
10 มุม หากเป็นเด็กอัจฉริยะจะผ่านกระบวนการทดสอบ
โดยมีความโดดเด่นในแววต่างๆ 8 ใน 10 แวว
- นอกจากการทดสอบแล้ว
จะต้องมีการรวบรวมประวัติของเด็กตั้งแต่กำเนิด
ทั้งการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ รวมทั้งประวัติพ่อแม่ด้วย
มาประมวลประกอบผลการทดสอบ หลังจากเด็กเข้าร่วมทำกิจกรรมแล้วประมาณ
5-7 ครั้ง ทางศูนย์จะนำผลการทดสอบและข้อมูลที่รวบรวมไว้มาประมวล
วิเคราะห์ ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ต่างๆ
นักจิตวิทยา มาร่วม บางครั้งมีนักวิชาการจากสถาบันพัฒนาทักษะความคิดจากต่างประเทศ
อาทิ มหาวิทยาลัยอริโซน่า มหาวิทยาลัยจอห์น
ฮ็อปสกิน ร่วมหาข้อสรุปด้วย หากพบปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรคต่อความเป็นอัจฉริยะของเด็กที่เข้าทดสอบ
ก็จะร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา นำเด็กไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง
ทำให้แววในตัวเด็กโดดเด่นขึ้นตามที่เด็กควรจะเป็น
- การทดสอบทุกขั้นตอนไม่มีการวัด
ไอคิว เพราะ "แววอัจฉริยภาพ" ไม่ได้ชี้วัดกันที่ไอคิว
ยกเว้น แววนักคิด นักวิทยาศาสตร์ และ
แววนักคณิตศาสตร์ ที่ต้องวัดไอคิว
- ผลการทดสอบเด็กจากศูนย์แห่งนี้
สามารถบอกได้ 2 ระดับ คือ 1.มีความถนัดถึงขั้นอัจฉริยะ
2.มีแนวโน้มอัจฉริยะด้านใด แต่หากไม่พบแววอัจฉริยภาพเลย
ข้อมูลจากการทดสอบยังจะเป็นประโยชน์ที่จะบอกถึงความถนัด
ความชอบของเด็ก หรือปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็กได้
จากนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะรับช่วงต่อ
หาทางส่งเสริมพัฒนาเด็กต่อไป เพื่อให้เด็กเติบโต
และพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข
- จากการเปิดให้บริการของศูนย์มาแล้ว
6 เดือน มีเด็กเข้าทดสอบประมาณ 150 คน
พบเด็กที่มีแนวโน้ม มีแววเป็นเด็กอัจฉริยะ
พอคาดหวังได้เพียง 3% เท่านั้น
- อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าเด็กที่เกิดมา
มีแนวโน้มเป็นอัจฉริยะลดลง เพราะมีเด็กที่เข้ารับการทดสอบเพียง
150 คนเท่านั้น
- ศูนย์อัจฉริยภาพเด็ก
ถือเป็นช่องทางหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่
ผู้ปกครอง ได้เข้าใจลูกหลานของตนเองอย่างถ่องแท้
และส่งเสริมลูกหลานได้ถูกทาง โดยเฉพาะรายที่มีลูกหลานเป็นเด็กอัจฉริยะ
เด็กต้องได้รับการส่งเสริมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
รวมทั้งในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นความเป็นอัจฉริยะของเด็กอาจลบเลือน
และทำให้เด็กมีความทุกข์ เข้ากับเพื่อนไม่ได้
คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ไม่มีคนเข้าใจ
- เหมือนคนที่กินอาหารไม่อิ่ม
แต่ถูกยัดเยียดให้กินสิ่งที่ไม่ต้องการ
-
-
แหล่งที่มา
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 หน้า
12
|
|
|
 |
|
|
|
|
|