การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

        เมื่อมีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ คนทั่วไปมักจะนึกถึงการจัดโรงเรียนพิเศษ จัดชั้นเรียนพิเศษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านใด เช่น เด็กที่มีภาวะบกพร่องหรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จะต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการทางการศึกษา (Education Needs) ของเด็กแต่ละคน แต่ละประเภท ผู้ที่จัดการศึกษาพิเศษต้องเข้าใจถึงความหลากหลายในรูปแบบ แล้วจึงคัดสรรออกแบบให้เหมาะกับตัวเด็กและสภาพของสถานศึกษา ตลอดจนท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นสำคัญ
        จะเห็นได้ว่า โดยทั่วไปความเห็นในเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ที่มีอยู่ ทัศนคติ ประสบการณ์ส่วนบุคคล มากกว่าจะเป็นความเห็นที่ขึ้นอยู่กับหลักวิชาการ งานวิจัย หรือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็กเหล่านั้น ซึ่งหลักสำคัญของการจัดการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้ต้องจัดโดยดูธรรมชาติและความต้องการเป็นรายบุคคล นอกเหนือจากระดับอาการ หากเด็กที่มีอาการภาวะบกพร่อง หรือมีความสามารถที่มากกว่าเด็กทั่วไปอย่างมาก เด็กอาจปรับตัวยาก มีภาวะคับข้องใจ และสูญเสียความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง รวมทั้งการสูญเสียบุคลิกภาพที่ดีไป
        แนวทางหนึ่งในการพิจารณาการจัดรูปแบบการศึกษาพิเศษ สามารถทำได้โดยการพิจารณาระดับความสามารถ หรือความต้องการว่ามีมากอยู่ในระดับใด แล้วจัดกลุ่มตามลำดับอาการ ดังนี้คือ

      จำนวนเด็ก/ห้อง
       
        หลักในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีดังนี้
      1.
      จัดเนื้อหายากและท้าทายกว่าหลักสูตรสำหรับเด็กทั่วไป
      2.
      มีการเชื่อมโยงและบูรณาการกันในหลาย ๆ วิชา
      3.
      ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกสิ่งที่ตนเองจะเรียน
      4.
      จัดกระบวนการเรียนการสอนที่สลับซับซ้อนลึกซึ้งกว่าหลักสูตรปกติ
      5.
      เน้นกระบวนการทางความคิดระดับสูง
      6.
      มีกิจกรรมที่ตอบสนองความหลากหลายของกระบวนการเรียนรู้
      7.
      ตั้งเกณฑ์ในการพิจารณาผลงานหรือผลการเรียนรู้ของเด็กให้ชัดเจน
      8.
      ให้ความสนใจกับความมุ่งมั่นในความสำเร็จ ความกระตือรือร้นและ การเปลี่ยนแปลงภายในที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของเด็ก ที่ส่งผลดีต่อสังคม
      9.
      เน้นพัฒนาการทางคุณธรรม จริยธรรม เป็นแกนนำ
      10.
      เน้นการพัฒนาสมองทุกส่วน (Whole Brain Approach)
       
      การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เป็นการกระตุ้นศักยภาพเด็กได้แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา ทำให้เด็กทุกคนสนุกสนาน ท้าทายเด็ก และได้มีโอกาสสำรวจความถนัดของตนเอง (ซึ่งเด็กในชั้นเรียนปกติก็จะได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาในลักษณะนี้ด้วย)
       
        การจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
        วิธีการจัดโปรแกรมที่สำคัญ ๆ มี 4 วิธี คือ
        1. วิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment)
        2. วิธีขยายหลักสูตร (Extension)
        3. วิธีลดระยะเวลาการเรียน (Acceleration)
        4. การใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเป็นผู้ให้คำปรึกษาดูแล (Mentoring)
        (อุษณีย์ โพธิสุข. 2543)
       
        1. การสอนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment) 
        เป็นวิธีการจัดการศึกษาแบบขยายกิจการในหลักสูตร ให้กว้างและลึกซึ้งกว่าที่มีอยู่ในหลักสูตรปกติที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหา และเด็กอาจใช้เวลามากกว่าหรือน้อยกว่าเวลาที่เด็กอื่นในชั้นเรียนเดียวกัน สามารถวางแผนในการจัดการศึกษาที่ให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับอายุต่างกัน แต่มีความสนใจและมีความสามารถด้านเดียวกันมาเรียนด้วยกันเป็นบางชั่วโมง โดยปรับเนื้อหาในหลักสูตรให้เข้มข้นและกว้างขวางขึ้น การสอนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์ ช่วยให้เด็กพัฒนาสิ่งที่สนใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการปูพื้นทักษะการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์สืบสวนสอบสวน หาความรู้ ความจริง และสนับสนุนให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ที่นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายในการเรียนสำหรับเด็กปกติ เหมาะสำหรับเด็กที่ก้าวหน้ากว่าเพื่อน ๆ และอาจเบื่อหน่ายการเรียน
        ลักษณะการจัดกิจกรรมในการเรียนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์
        1. ชุดการเรียนการสอนแบบรายบุคคล
        2. โครงงาน
        3. ทัศนศึกษา
        การเรียนการสอนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์ในชั้นเรียน สามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดังนี้
        1. กิจกรรมแบบฝึกหัดต่าง ๆ จัดให้เปิดกว้าง เป็นคำถามในลักษณะปลายเปิดให้มากที่สุด
        2. ให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเลือกเนื้อหา กิจกรรม หรือเสนอแนะรูปแบบ หรือการเรียนการสอน
        3. ฝึกให้เด็กได้ศึกษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลึกและชัดเจน
        4. ปรับกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะกับลักษณะการเรียนรู้ (Learning Styles) ของเด็กแต่ละคน
        5. ฝึกการทำโครงสร้างการเรียนรู้ แผนที่ความรู้ของตนเอง
        6. จัดกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมเด็กในสิ่งที่เขาสนใจ พัฒนาทักษะกระบวนการทางความคิดระดับสูง และสามารถบูรณาการหลาย ๆ สาขาเข้าด้วยกัน มีความสามารถในหลักสูตรได้ดีขึ้น
       
         การสอนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์สามารถจัดกับกลุ่มเด็ก ได้ดังนี้
        1. จัดชั้นพิเศษให้กับเด็กที่มีความสนใจ มีความสามารถในเฉพาะวิชา การจัดห้องพิเศษที่นักเรียนมีระดับความสามารถพอ ๆ กัน มาเรียนร่วมกันเฉพาะวิชา (ไม่ใช่แยกห้องเด็กเก่ง เด็กอ่อน และไม่แยกวิชา) ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความสามารถได้ตามศักยภาพยิ่งขึ้น เพราะได้ทำงานที่เหมาะสมมากขึ้นและครูก็จัดกิจกรรมง่ายขึ้น ได้ทำงานที่ท้าทายทั้งครูและนักเรียน
        2. จัดชั้นพิเศษบางเวลา เช่น เด็กเก่งคณิตศาสตร์ ศิลป ดนตรี กีฬา ฯลฯ นอกเวลาเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ ปิดเทอม อาจทำได้กับทั้งเด็กในโรงเรียนเดียวกัน ต่างชั้นเรียน และเด็กต่างโรงเรียนกัน
        3. จัดกิจกรรมพิเศษในชั้นเรียนปกติ เป็นการจัดให้กับเด็กทุกระดับไว้ในกลุ่มเดียวกันในบางครั้ง เพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดพัฒนาการทางสังคมขึ้น แต่บางครั้งก็ควรจัดเด็กมีระดับการเรียนเดียวกันไว้กลุ่มเดียวกัน เพื่อโอกาสในการใช้กิจกรรมเสริมที่ยากกว่าปกติ
        ในปัจจุบันวิธีนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก สามารถจัดได้หลากหลายตามความสามารถพิเศษของเด็ก โดยไม่จำกัดเฉพาะวิชาในหลักสูตรเท่านั้น และมีผลกระทบทางจิตใจ อารมณ์ สังคม และกระบวนการเรียนรู้ในระยะยาวของเด็ก
       
        2. วิธีขยายหลักสูตร (Extension)
        เป็นการจัดโปรแกรมการศึกษานอกหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่ตอบสนองความสนใจและความสามารถเป็นรายบุคคล สามารถทำเป็นงานเดี่ยวหรืองานกลุ่มได้ เด็กสามารถเรียนเกินกว่าหลักสูตร กิจกรรม และการดำเนินการจัดสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น
        1. การทำโครงการพิเศษ
        2. การเรียนในห้องศูนย์วิทยพัฒนา
        3. ทำศูนย์วิทยาการที่เป็นแหล่งกระตุ้นการเรียนรู้ตามความสนใจ ที่มีสื่อรูปแบบต่าง ๆ
        4. การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
        5. เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร
        6. ทำการกำหนดโครงงานร่วมกัน
        7. การเริ่มโครงการที่แปลกใหม่ร่วมกับนักเรียน
        8. แคมป์วิชาการ หรือแคมป์ตามความสนใจของเด็ก
        9. สร้างเครือข่ายกลุ่มที่มีความสนใจ หรือมีความพยายามแบบเดียวกันเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับสูง
        10. จัดระบบติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้เกิดความกระตุ้น เกิดมีการท้าทายทางความคิด
        11. สร้างความรับผิดชอบ วินัยในการเรียน ให้เด็กที่มีคาวมสามารถพิเศษ
        12. จัดการแข่งขัน ในบางครั้งการแข่งขันทำให้เกิดการกระตุ้น เกิดมีการท้าทายทางความคิด และทำให้เกิดการปรับคุณภาพการเรียนการสอนจากการเปรียบเทียบและแข่งขัน เช่น โครงการโอลิมปิกวิชาการ การแข่งขันคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
        13. การฝึกทักษะการเรียนรู้ เช่น การหาข้อมูล การใช้ข้อมูล การวินิจฉัย วิเคราะห์ ใช้วิจารณญาณกับข้อมูล การนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ
        3. วิธีลดระยะเวลาการเรียน (Acceleration)
        การจัดการศึกษาแบบลดระยะเวลาการเรียน (Acceleration) เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นทางการศึกษาได้มากขึ้นวิธีหนึ่ง แต่ต้องมีกระบวนการที่ถูกต้อง รัดกุม จึงจะเป็นผลดีกับเด็ก การจัดการศึกษาให้กับเด็กที่สามารถเรียนร่วมกับผู้อื่นได้สูงกว่าวัยของตนเอง เรียกว่า การสอนแบบลดระยะเวลาทั้งสิ้น วิธีนี้ใช้กันมานานในทุก ๆ ประเทศ ซึ่งกลยุทธ์ในการจัดการมีมากมายหลายแบบ แต่ที่เรามักจะพบคือการให้เด็กข้ามชั้นเรียน โดยขาดกระบวนการที่ครบถ้วน ทำให้เด็กมีผลเสียทางด้านอื่นได้ในภายหลัง
        หลักการจัดการศึกษาแบบลดระยะเวลาการเรียน
        1. ให้เข้าเรียนเร็วกว่าวัยของเด็กปกติมาก ในกรณีที่เด็กมีความพร้อมสูง มากได้รับการตรวจสอบจากนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ ความสามารถ มีความมั่นคงทางอารมณ์ สังคม และมีวุฒิภาวะมากกว่า เพื่อวัยเดียวกัน และไม่ใช่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้เลื่อน
        2. ข้ามชั้นเรียน ต้องมีการกลั่นกรองตามกระบวนการที่ดี ดังที่กล่าวข้างต้น โดยพิจารณาจากเด็กที่ชอบทำงานที่ยาก ๆ สลับซับซ้อน
        3. ให้เรียนในชั้นสูงกว่าบางวิชา วิธีนี้ได้ผลดีมากและเด็กไม่ถูกเพ่งเล็งมากนัก
        4. ให้ทำงานในชั้นสูงกว่า แต่เด็กยังอยู่ในชั้นเดียวกับเพื่อน
        5. ย่นหลักสูตรให้เด็กจบเร็วขึ้น โดยที่มีเนื้อหาเท่าเดิม
        6. จัดกลุ่มเด็กที่มีความสามารถเรื่องเดียวกัน แต่ต่างชั้นกัน มาเรียนด้วยกัน
        ลักษณะเด็กที่จะพิจารณาให้ได้รับการจัดการศึกษาแบบลดระยะเวลาเรียน
        1. มีความสามารถมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดเจน
        2. มีความกระหายที่จะเรียนรู้ โดยไม่เครียด
        3. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคมเหมาะกับอายุ
        4. เด็กมีความพร้อมที่จะแยกจากเพื่อน
        5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน มีความเห็นตรงกันว่า ควรใช้กระบวนการ จัดการศึกษาแบบนี้กับเด็ก
        6. ต้องมีความแน่ใจว่าไม่เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ใหญ่ที่อาจ เป็นพ่อแม่ หรือครู ที่ตั้งความหวังกับเด็กสูงเกินจริง
        7. ต้องมีคนดูแลและรับผิดชอบในการจัดครั้งนี้อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง มี เกณฑ์ความสามารถทางสติปัญญาสูง IQ เกิน 130 ขึ้นไป (ในกรณีเด็ก ที่มีความสามารถทางการเรียน) ได้รับการตรวจสอบจากนักจิตวิทยาที่ เชี่ยวชาญในการตรวจสอบความสามารถของเด็ก
        ประโยชน์ของการจัดการศึกษาแบบลดระยะเวลาการเรียน คือ
        1. สามารถเรียนตามศักยภาพของตัวเอง
        2. เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนสิ่งที่ยากขึ้น ให้เหมาะกับความสามารถ ของตัวเด็กเอง
        3. ลดทัศนคติทางลบกับการเรียนรู้ ลดความทะนงตัวช่วยเด็กเก่งไม่ให้ เบื่อหน่ายการเรียนในวิชาปกติ ที่เขาไปได้เร็วกว่าเพื่อน ๆ เป็นการ ป้องกันไม่ให้เกิดการถดถอยทางศักยภาพของเด็ก หรือทำลายศักยภาพ ตนเอง
       
        4. การใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเป็นผู้ให้คำปรึกษาดูแล (Mentoring)
        เป็นการใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยเด็กที่มีความสามารถโดดเด่น มักจะทำในระดับมัธยมกับที่เด็กมีความสนใจอย่างเด่นชัด และมีทักษะพื้นฐานทางสังคมดี ทางการจัดระบบวิธีเรียนของตนเองได้ดีแล้ว ซึ่งเด็กสามารถทำงานภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย ครูที่สนใจเรื่องเดียวกับเด็ก บุคคลในละแวกบ้าน ทนาย นักเคมี นักประวัติศาสตร์ สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ
        การดำเนินการในการจัดการ
        1. คัดเลือกนักเรียนจากผลงาน ความสนใจ ความต้องการของนักเรียนที่อยากจะเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ
        2. เสาะหาและคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีจิตใจอยากที่จะถ่ายทอดความรู้ และทำงานร่วมกับเด็กที่สำคัญคือ ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตน
        3. หางบประมาณหรือความช่วยเหลือพิเศษจากแหล่งต่าง ๆ เพราะการเรียนรู้ในลักษณะนี้มักจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การทำโครงงาน การทดลอง
        การใช้วิธีการทางการศึกษาที่ดีไม่ควรยึดวิธีการเดียว เพราะทำให้เกิดสภาพการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่นตามความต้องการ หรือสภาพความสามารถของเด็ก การกำหนดและเลือกใช้วิธีการจัดการศึกษาจะไม่ตายตัว มีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา (Dynamic Process) และควรใช้วิธีหลายอย่างในโครงการเดียวกัน เช่น อาจใช้ทั้งแบบ Enrichment, Extension, Acceleration และ Mentoring โดยมีแนวพิจารณาจากความต้องการและความสามารถของเด็ก ควบคู่ไปกับความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการของโรงเรียน
       
        แนวการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
        1. จัดโครงการวันเสาร์และระหว่างปิดภาคเรียน
        2. ทำโครงงานพิเศษ เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์
        3. จัดโครงการพิเศษ เช่น โครงการค่าย ฯลฯ
        4. จัดการศึกษาเฉพาะรายบุคคล
        5. แนะแนวเสริมความสามารถ
        6. จัดชมรมหรือกลุ่มที่มีความสามารถและความสนใจใกล้เคียงกัน
        7. เรียนภาษาอื่น หรือสาขาวิชาใดที่เด็กสนใจเรียนเฉพาะให้ลึกซึ้งมากขึ้น
        8. ย่นเวลาเรียนบางวิชา / บางชั้น
        9. จัดโครงการฝึกทักษะความคิดระดับสูง ความสามารถทางสังคม ภาษา ที่สอง และการเรียนด้วยตนเอง
        10. จัดโครงการเสริมความก้าวหน้าโดยให้เรียนสิ่งที่ยากและซับซ้อนขึ้น หรือให้เรียนในชั้นที่สูงกว่าในบางวิชา
        11. จัดการศึกษาเฉพาะเรื่อง
        12. จัดห้องศูนย์วิทยพัฒนา โดยจัดให้มีการแข่งขันประกวดต่างๆ การพัฒนา ศูนย์สื่อสาร เรียนด้วยตนเอง ฝึกให้เด็กเป็นผู้สอน
        13. จัดชั้นเรียนพิเศษในแต่ละวิชาโดยไม่แยกเด็กเก่งรวมไว้ในห้องเดียวกัน ทุกวิชา
        14. เข้าเรียนเร็วกว่าวัย
        15. เรียนควบ 2 หลักสูตร
        ดังนั้นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางนั้น จะต้องดัดแปลงตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแต่ละโรงเรียน ที่สามารถจัดให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน การให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านี้จำเป็นต้องสร้างระบบโครงสร้างทางการศึกษา ที่จะสามารถรองรับความต้องการในส่วนนี้
       
        การประเมินผลโครงการ
        ในการประเมินความสำเร็จของโครงการการศึกษาพิเศษทำได้หลายลักษณะ แต่ในการวิจัยครั้งนี้จะใช้เกณฑ์ดังนี้ คือ
        1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเทียบกับนานาชาติ
        2. ปริมาณผลงานที่โดดเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมของนักเรียน และคนในสังคมในระดับที่เป็นที่ยอมรับของสากล
        3. ความสมบูรณ์ของโครงสร้างทางการศึกษาที่พัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของเด็ก
        4. มาตรฐานระบบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่เป็นที่ ยอมรับตามมาตรฐานสากล
        5. การกระจายการบริหารในทุกสาขา ทุกกลุ่มชน
        หลักการทฤษฎีและแนวความคิดในบทนี้ เป็นแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการโครงการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก นำมาเป็นกรอบในการจัดแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยสรุปแนวคิดและความเชื่อดังนี้คือ
      1. คำนิยาม เด็กที่มีความสามารถพิเศษมีหลายประเภทที่มิอาจทราบได้จากคะแนนผลการเรียนเท่านั้น และเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีความสามารถสูงแต่ไม่แสดงความสามารถของตนเองออกมา
      2. การคัดเลือกและเสาะหา ต้องใช้ทั้งเครื่องมือที่เชื่อถือได้ ใช้ผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการ ใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งจากพฤติกรรมของเด็กในโอกาสต่าง ๆ จากผลการเรียน ผลงาน และจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ และโครงการฯ เน้นการให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบศักยภาพโดยธรรมชาติมากกว่าการทดสอบด้วยแบบทดสอบ (ดูรายละเอียดในโครงการซึ่งอธิบายไว้ในบทต่อไป)
      3. การจัดการศึกษา เน้นการออกแบบตามศักยภาพเด็กและความพร้อม ความเป็นไปได้ของโครงการไว้หลาย ๆ วิธีผนวกเข้าด้วยกัน ทั้งการสอนแบบเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment) การย่นระยะเวลาการเรียน (Acceleration) การขยายหลักสูตร (Extension) และการใช้ผู้เชี่ยวชาญดูแล (Mentoring)