เกิดอะไรขึ้นกับการจัดการศึกษา
สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในประเทศไทย

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงการคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถพิเศษในบรรยากาศบ้านเราว่าเป็นอย่างไรมีจุดไหนที่ต้องแก้ไขบ้างเมื่อมาถึงกระบวนการจัดการศึกษาให้เด็กยิ่งเป็นที่ตื่นเต้นและเร้าใจกว่า เพราะส่งผลกระทบถึงผู้เรียนทั้งอนาคตและความรู้สึกนึกคิดของเด็กเหล่านี้ โดยตรงทีเดียว

วิธีการในการจัดหลักสูตรหลัก ๆ (ว่ากันตามหลักการนะคะ) ก็มี

    1. Enrichment Program การสอนโดยใช้หลักสูตรเหมือนเด็กทั่วไป แต่ให้มีความยากและสลับซับซ้อนกว่าเด็กปกติ
    2. Accerelation Program เป็นการสอนแบบย่นระยะเวลาการเรียน ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบเช่น การเรียนข้ามชั้นทุกวิชา หรือบางวิชา การลดระยะเวลาการเรียนให้สั้นลง ฯลฯ
    3. Extention Program เป็นการจัดหลักสูตรที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปเนื้อหาไม่เหมือนกับที่เพื่อนๆ เรียนอยู่ทั้งยังต้องมีความยาก มีการใช้กระบวนการคิดที่ซับซ้อน
    4. Mentoring เป็นการให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเฉพาะรายกรณี วิธีการนี้จะใช้ในกรณีของเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับสูงจริง ๆ และวิธีการจัดการศึกษาให้เด็กเหล่านี้ก็อาจจัดได้หลายอย่างเช่น ในชั้นเรียน นอกชั้นเรียน วันหยุด ทำค่าย ฯลฯ

ในบ้านเราก็จัดกันหลายรูปแบบ แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้หลายๆ วิธีประสมประสานกัน เมื่อหลักการเป็นเช่นนี้แล้วเวลาปฏิบัติอะไรเกิดขึ้น กรณีตัวอย่าง กรณีการใช้ย่นระยะเวลาการเรียน (Accerelation) มีเด็กคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.1 สามารถเรียนภาษาได้รวดเร็วและก้าวหน้ากว่าวัยอย่างเห็นได้ชัดเจนหลายชั้นเรียน ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษและภาษาไทยเด็กมีอาการเบื่อหน่ายการเรียน และมีพฤติกรรมหลายอย่าง เกิดขึ้นที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผลมาจากระบบการศึกษาปกติไม่สามารถตอบสนอง ความต้องการที่แท้จริงของเด็กได้ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการดูแล โดยให้เด็กเลื่อนไปเรียนชั้น ป.3 ก็มีพฤติกรรมการเรียนดีขึ้นเพราะกลัวขายหน้าน้องอะไร ๆ ก็ดูจะดีขึ้นหากปัญหาบางอย่างไม่ตามมาปัญหาที่ว่านั้นคือครูประจำวิชาในชั้นป. 1 แจ้งว่าจะให้สอบตกหากเด็กไม่ทำงานในห้องเรียนและการบ้านเช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่น เด็กคนนี้เลยมานั่งร้องไห้ว่า “ที่อาจารย์ให้คำแนะนำกับโรงเรียนทีแรกหนูดีใจมากและมีความสุขขึ้นมาก แต่มาโดนอย่างนี้หนูเบื่อสุดๆ เพราะจริงแล้วอยู่อยากทำเลขชั้น ม.3-ม.4 ครู ป.3 ให้หนูทำเลขชั้น ป.3 เพราะหนูมาเรียนชั้นนี้หนูก็ต้องทำตามระเบียบของชั้น แล้วหนูต้องทำงานทั้งชั้นเก่าชั้นใหม่ จนหนูไม่มีเวลาทำสิ่งที่หนูชอบเลย ครูบอกว่าหากครูใจร้ายแล้วเธอตกแน่นอน เพราะตามระเบียบแล้ว เธอต้องมีเวลาเรียนไม่ต่ำกว่า 80 % ขอเวลาเรียนทั้งหมด (ขู่เล็ก ๆ ว่านี่กรุณาแล้วนะ)

ในกรณีนี้ ครูชั้น ป.1 ทำถูกระเบียบแต่ผิดกระบวนการศึกษาที่แท้จริง ทั้ง ๆ ที่มีการดำเนินงานอย่างเป็นทางการและเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าผู้บริหารฝ่ายวิชาการรับรู้และผลักดันให้เกิดการจัดการ เช่นนั้นมา ครูไม่สามารถหาทางออกได้ว่าช่องว่างในใบกรอกคะแนนที่ต้องเติมให้เต็มทุกช่อง เหมือนกับเด็กอื่น จึงเป็นทางออกที่ครูไม่เสี่ยง เด็กก็ไม่มีทางโต้แย้ง เพราะเป็นนักเรียน ผลกระทบถึงเด็กในเรื่องความรู้สึกนึกคิดนั้นดูเป็นเรื่องที่ครูไม่ได้เอามาเป็นหลักสำคัญ

ในภาพรวมของประเทศจึงควรมีการแก้ไขกฎกระทรวง อาทิ จำนวนเวลาเรียนต้องให้ครบ 80 % ของเวลาที่ใช้กับเด็กทุกคน โดยขาดการพิจารณาเรื่องอื่น ซึ่งในระเบียบเดิมก็ได้ให้สิทธิกับทางโรงเรียนไว้แล้ว หากนำมาใช้ให้เหมาะสมก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นแต่วิถีปฏิบัติจริงก็ใช้กันน้อย นอกเหนือจากนั้นแนวทางในการจัดการศึกษาในการปฏิบัติควรเป็นอย่างไร เช่น การเลื่อนชั้นเรียนจะทำได้หรือไม่ในกรณีใด คงต้องมีการระบุไว้เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้ดำเนินการง่ายขึ้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่เป็นผลพวงมาจากการลองใช้การเรียนแบบย่นระยะเวลาเรียนรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ชาติต้องการ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจไม่ต้องการอ่าน มาถึงตรงนี้จะจบโดยไม่บอกว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็จะทำให้ผู้อ่านคิดค้างไว้ ท้ายสุดเด็กและพ่อแม่บอกว่าไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยากเรียนตามชั้นเดิมดีกว่า ผู้เขียนเลยให้ผู้ปกครองพัฒนาลูกโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเป็นระยะ ๆ ขณะนี้ยังไม่มีปัญหา ต้องคอยดูอนาคตของเด็กคนนี้กันต่อไป