กิ๊ฟเต็ดอินเดียนแดง ตอน บุกถิ่นอินเดียนแดง

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


เชื่อว่าทุกท่านคงเคยรู้เรื่องเกี่ยวกับอินเดียนแดงบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในหลังคาวบอย และหนังที่ฝรั่งสร้างให้คนขาวชนะ (ประจำ) และของจริงหลังจากคนขาวใช้อาวุธที่เหนือกว่าเอาชนะอินเดียนแดง เช่นภูเขาลูกหนึ่งที่สูงตระหง่านหน้าผาสูงชัน เคยเป็นปราการที่แข็งแรงของชาวนาวาโฮมานานนับร้อย ๆ ปี แต่เมื่อเจอไรเฟิล ลูกธนูอาบยาพิษก็หมดฤทธิ์เอาง่าย ถูกฆ่าตายหรือจับไปฆ่าเหลือเพียงคนแก่คนเดียวเลยเรียกว่า Canyon de Mueto แปลว่า Canyon of the Dead หรือ “หุบฝาแห่งความตาย”

พวกคนขาวบังคับให้ชาวอินเดียนแดงออกจากที่อยู่ตนเองที่เขาอยู่มานานนับศตวรรษ เช่น ชาวนาวาโฮ (Navajo) เดินทางเท้าจากที่ทำกินของตนเองมากกว่า 300 ไมล์ มาอยู่เขตแดนที่แห้งแล้ง ดังนั้นในรัฐอริโซน่าที่ผู้เขียนมาทำวิจัยอยู่ขณะนี้เป็นเขตทะเลทรายจึงเป็นเขตที่ให้อินเดียนแดงอยู่ถึง 20 เผ่า แต่ละเผ่าก็ถือว่ามีเอกราชของตนเอง เช่น เขตชาตินาวาโฮ (Navajo Nation) ที่มีรัฐบาลของตนเอง แต่ก็มีสิทธิเป็นอเมริกันด้วย เรียกว่าเป็นชาติที่แปลกทีเดียวที่ต้องถือกฎหมาย 2 ชาติคู่กันบนแผ่นดินเดียว เรียกว่าเป็นชาติที่แปลกทีเดียว เลยถามว่าแล้วต้องเสียภาษีอย่างไร เขาก็บอกว่าต้องเสียทั้งของรัฐ (คนขาว) กับของชาติเขาเรียกว่าเสียสองต่อ แต่ที่ออกจะแปลกกว่าที่ไหนๆ คือไม่มีคนไร้ที่อยู่ เพราะความเชื่อของคนอินเดียนแดงคือแผ่นดินเป็นสมบัติของธรรมชาติ ที่เราเพียงแต่อาศัยทำกิน ดังนั้นแต่ละคนก็จะไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเป็นของตนเองและที่ไม่มีคนเร่ร่อนนอนกลางถนนเหมือนพวกผิวขาวและคนแถวบ้านเราเพราะหากใครไม่มีที่อยู่เขาก็หาที่ว่าง ๆ และช่วยกันปลูกบ้านง่าย ๆ ให้อยู่ อธิบดีกรมที่ดินจะมาดูงานที่อริโซน่าก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

ดูสภาพทั่ว ๆ ไปในด้านความเป็นอยู่ก็ดูไม่สะดวกสบายเท่าฝรั่งผิวขาวซึ่งส่วนหนึ่งมากจากการรักษาวิถีชีวิตแบบอินเดียนแดง และมักมีลูกกันมาก ๆ

เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ยากลำบาก เด็ก ๆ บางคนจึงต้องอยู่โรงเรียนประจำเพราะไม่สามารเดินทางไปกลับได้ในสมัยสิบกว่าปีก่อนเด็กส่วนใหญ่ในบางเขตต้องอยู่ประจำหรือไม่ก็ไม่ต้องมาโรงเรียนเพราะบ้านกับโรงเรียนห่างไกลขนาด 30-40 ไมล์ และเป็นระยะทางที่ต้องเดินทางผ่านทะเลทราย ไม่ใช่เขียวชอุ่มพุ่มไสวแบบบ้านเรา ในปัจจุบันดีขึ้นมาก คนมากขึ้นจึงมีสิทธิตั้งโรงเรียนในหมู่บ้านมากขึ้นเด็กที่ต้องอยู่ประจำเหลือประมาณสิบเปอร์เซนต์ เด็กเหล่านี้แม้ว่าเกิดในประเทศอเมริกาแต่ก็มีปัญหาเรื่องภาษาเพราะบางแห่งไม่พูดภาษาอังกฤษเลยเมื่อมาอยู่โรงเรียนครูต้องหาวิธีสอนภาษาทั้งสอง เช่น สอนสังคมเป็นภาษาอินเดียนแดง สอนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ

ความขัดแย้งในวิถีชีวิตของชาวอินเดียนแดงก็มีอยู่มาก เพราะเขามีวิถีที่เจ็บปวด แปลกแยกจากคนผิวขาวมานาน เมื่อเปิดตัวอยู่ร่วมกันดีขึ้นแต่ความไม่เท่าทันไม่เท่าเทียมก็เห็นได้ชัดเจน ทุกวันนี้ก็มีชาวอินเดียนแดงที่ยังดำรงชีวิตเช่นเดิมเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อนอยู่ตามหุบเขา และก้มีแบบผสมผสาน ตลอดจนแบบอเมริกันเต็มตัว

ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปอยู่และไปฝึกอบรมครูในโรงเรียนที่สอนชาวอินเดียนแดงร่วมกับศาสตราจารย์ ดร. จูน เมเกอร์ (June Maker) เกี่ยวกับการจัดหลักสูตรให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ แล้วก็ได้พบกับคณะกรรมการบริหารของเขาคนหนึ่งชื่อ Mr.Red Bird (คุณนกแดง) คุณนกแดงบอกว่าเขาเองก็มีปัญหามากในการชักจูงให้คนอินเดียนแดงยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลง อินเดียแดงก็ต้องเปลี่ยนเพราะเป็นส่วนหนึ่งของโลก มิใช่เปลี่ยนเพื่อคนขาว แต่เปลี่ยนเพื่อให้ก้าวมั่นทันโลก รู้ว่าโลกภายนอกเป็นเช่นไรความคิดนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร เพราะมองไม่เห็นว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปทำไม และมีความเห็นว่าวิถีที่ตนขาวปฏิบัติอยู่นี่ก็ไม่ใช่ดีเสมอไปแถมสร้างปัญหาที่ขัดแย้งกับธรรมชาติอีก

นอกจากนั้นยังระบายปัญหาที่มีอยู่หลายเรื่อง ก็เลยทราบว่าขณะนี้เขากำลังมีปัญหากับการสนับสนุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษของเขา คือเขาคัดเด็กที่มีลักษณะผู้นำตามหลักเกณฑ์ของชาวอินเดียนแดง ฝึกแบบอินเดียนแดง โดยรางวัลที่ได้รับจากการคัดเลือกจากการเป็นเด็กกิ๊ฟเต็ดแบบอินเดียนแดงคือ ส่งให้เรียนในมหาวิทยาลัยของคนขาว! ทำนองเลือกลิงไปโรงเรียนเสือ ปีหนึ่งมีทุนสิบทุนปรากฏว่า เด็กเก้าในสิบคนคืนทุน หรือไม่สามารถเรียนให้จบได้ เพราะปัญหาเรื่องภาษาวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก ทั้งความคิดความเชื่อ ความรู้ต่างๆ เด็กที่ดูมีค่ามีความสามารถมากมายในสังคมหนึ่งกลับล้มเหลวไม่เป็นรูป จึงเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับนัก “คัด” แล้ว “เลือก” บ้านเราหลายโครงการซึ่งแทนที่จะเป็นรางวัลกลับเป็นเครื่องทำลายโอกาสหรือทำลายความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่า

ในกลุ่มโรงเรียนที่ใช้ระบบการจัดการศึกษาแบบอเมริกันทั่วไปในเขตอินเดียนแดงก็มีปัญหาในทางปฎิบัติเพราะวิธีการคัดเลือกเด็กที่มีความสมารถพิเศษตามกฎหมายอเมริกันทุกรัฐต้องใช้แบบทดสอบที่เป็นแบบมาตรฐาน มีเกณฑ์ทางวิชาการ เช่น ไอคิวเทส เมื่อเอาแบบทดสอบที่สร้างสำหรับคนขาวไปวัดอินเดียนแดง ก็พบว่าอินเดียนแดงตกใจและเครียดมาก แต่เมื่อ ดร.จูน ลองใช้กระบวนการทดสอบของโครงการ DISCOVER ดูพบว่าคนอินเดียนแดงไม่น้อยมีความสามารถพิเศษ และที่น่าสนใจคือแต่ละเผ่ามีความสามารถพิเศษที่ต่างกัน เช่นเผ่านาวาโฮ เป็นเผ่าที่โดยทั่วไปรักความสงบ ชอบศิลปะ งานศิลปสวย ๆ ของอินเดียนแดงมักมาจากเผ่านี้ เมื่อทำการทดสอบก็พบว่าความสามารถด้านศิลปะแบบสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์สูงและความสามารถทางสติปัญญาไม่แตกต่างจากชาวผิวขาวมากนัก เพราะไอคิวเทสที่ใช้โดยทั่วไปไม่เหมาะกับเด็กกลุ่มพิเศษ ไม่ว่าพิเศษแบบใด

เจอสภาพที่น่าเห็นใจของชาวอินเดียนแดงแล้วก็ให้นึกถึงเด็กชาวเขาชาวดอยที่ต้องเรียนแบบชาวเมือง และเชื่อว่าปัญหาของเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านั้นมีไม่น้อยกว่าเด็กชาวอินเดียนแดงแต่อาจไม่มีใครหยิบยกประเด็นหรือเอามาเรียกร้องว่าเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้คัดเลือกเด็กนั้นสร้างความไม่เท่าเทียมและทำลายโอกาสเด็กไปจำนวนไม่น้อยเช่น เด็กในโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนของบ้านเราก็ยับว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการโอกาสและการสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่

ปัญหาของอินเดียนแดงที่ไปพบมากได้สะท้อนให้ผู้เขียนนึกถึงปัญหาที่พบบ่อยในบ้านเราอง แต่เราอาจมองข้ามหรือไม่ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกและความต้องการทางการศึกษาของเด็กแต่ละคน ความสามารถของเด็ก ๆ จึงถูกกลบฝังอย่างน่าเสียดาย และผู้เขียนก็ดีใจที่นิตยสาร สานปฏิรูป ของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์มีคอลัมน์ให้เด็กได้แสดงความคิด ความรู้สึกอันมีค่าออกมา เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายได้รับรู้และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตามความสามารถของพวกเขาจะได้ไม่ต้องเก็บกดอย่างชาวอินเดียนแดงที่ไปพบมา