พวกคนขาวบังคับให้ชาวอินเดียนแดงออกจากที่อยู่ตนเองที่เขาอยู่มานานนับศตวรรษ
เช่น ชาวนาวาโฮ (Navajo) เดินทางเท้าจากที่ทำกินของตนเองมากกว่า
300 ไมล์ มาอยู่เขตแดนที่แห้งแล้ง ดังนั้นในรัฐอริโซน่าที่ผู้เขียนมาทำวิจัยอยู่ขณะนี้เป็นเขตทะเลทรายจึงเป็นเขตที่ให้อินเดียนแดงอยู่ถึง
20 เผ่า แต่ละเผ่าก็ถือว่ามีเอกราชของตนเอง เช่น เขตชาตินาวาโฮ
(Navajo Nation) ที่มีรัฐบาลของตนเอง แต่ก็มีสิทธิเป็นอเมริกันด้วย
เรียกว่าเป็นชาติที่แปลกทีเดียวที่ต้องถือกฎหมาย 2 ชาติคู่กันบนแผ่นดินเดียว
เรียกว่าเป็นชาติที่แปลกทีเดียว เลยถามว่าแล้วต้องเสียภาษีอย่างไร
เขาก็บอกว่าต้องเสียทั้งของรัฐ (คนขาว) กับของชาติเขาเรียกว่าเสียสองต่อ
แต่ที่ออกจะแปลกกว่าที่ไหนๆ คือไม่มีคนไร้ที่อยู่ เพราะความเชื่อของคนอินเดียนแดงคือแผ่นดินเป็นสมบัติของธรรมชาติ
ที่เราเพียงแต่อาศัยทำกิน ดังนั้นแต่ละคนก็จะไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเป็นของตนเองและที่ไม่มีคนเร่ร่อนนอนกลางถนนเหมือนพวกผิวขาวและคนแถวบ้านเราเพราะหากใครไม่มีที่อยู่เขาก็หาที่ว่าง
ๆ และช่วยกันปลูกบ้านง่าย ๆ ให้อยู่ อธิบดีกรมที่ดินจะมาดูงานที่อริโซน่าก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด
ดูสภาพทั่ว ๆ ไปในด้านความเป็นอยู่ก็ดูไม่สะดวกสบายเท่าฝรั่งผิวขาวซึ่งส่วนหนึ่งมากจากการรักษาวิถีชีวิตแบบอินเดียนแดง
และมักมีลูกกันมาก ๆ
เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ยากลำบาก
เด็ก ๆ บางคนจึงต้องอยู่โรงเรียนประจำเพราะไม่สามารเดินทางไปกลับได้ในสมัยสิบกว่าปีก่อนเด็กส่วนใหญ่ในบางเขตต้องอยู่ประจำหรือไม่ก็ไม่ต้องมาโรงเรียนเพราะบ้านกับโรงเรียนห่างไกลขนาด
30-40 ไมล์ และเป็นระยะทางที่ต้องเดินทางผ่านทะเลทราย
ไม่ใช่เขียวชอุ่มพุ่มไสวแบบบ้านเรา ในปัจจุบันดีขึ้นมาก
คนมากขึ้นจึงมีสิทธิตั้งโรงเรียนในหมู่บ้านมากขึ้นเด็กที่ต้องอยู่ประจำเหลือประมาณสิบเปอร์เซนต์
เด็กเหล่านี้แม้ว่าเกิดในประเทศอเมริกาแต่ก็มีปัญหาเรื่องภาษาเพราะบางแห่งไม่พูดภาษาอังกฤษเลยเมื่อมาอยู่โรงเรียนครูต้องหาวิธีสอนภาษาทั้งสอง
เช่น สอนสังคมเป็นภาษาอินเดียนแดง สอนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ
ความขัดแย้งในวิถีชีวิตของชาวอินเดียนแดงก็มีอยู่มาก
เพราะเขามีวิถีที่เจ็บปวด แปลกแยกจากคนผิวขาวมานาน เมื่อเปิดตัวอยู่ร่วมกันดีขึ้นแต่ความไม่เท่าทันไม่เท่าเทียมก็เห็นได้ชัดเจน
ทุกวันนี้ก็มีชาวอินเดียนแดงที่ยังดำรงชีวิตเช่นเดิมเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อนอยู่ตามหุบเขา
และก้มีแบบผสมผสาน ตลอดจนแบบอเมริกันเต็มตัว
ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปอยู่และไปฝึกอบรมครูในโรงเรียนที่สอนชาวอินเดียนแดงร่วมกับศาสตราจารย์
ดร. จูน เมเกอร์ (June Maker) เกี่ยวกับการจัดหลักสูตรให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
แล้วก็ได้พบกับคณะกรรมการบริหารของเขาคนหนึ่งชื่อ Mr.Red
Bird (คุณนกแดง) คุณนกแดงบอกว่าเขาเองก็มีปัญหามากในการชักจูงให้คนอินเดียนแดงยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลง
อินเดียแดงก็ต้องเปลี่ยนเพราะเป็นส่วนหนึ่งของโลก มิใช่เปลี่ยนเพื่อคนขาว
แต่เปลี่ยนเพื่อให้ก้าวมั่นทันโลก รู้ว่าโลกภายนอกเป็นเช่นไรความคิดนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร
เพราะมองไม่เห็นว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปทำไม และมีความเห็นว่าวิถีที่ตนขาวปฏิบัติอยู่นี่ก็ไม่ใช่ดีเสมอไปแถมสร้างปัญหาที่ขัดแย้งกับธรรมชาติอีก
นอกจากนั้นยังระบายปัญหาที่มีอยู่หลายเรื่อง
ก็เลยทราบว่าขณะนี้เขากำลังมีปัญหากับการสนับสนุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษของเขา
คือเขาคัดเด็กที่มีลักษณะผู้นำตามหลักเกณฑ์ของชาวอินเดียนแดง
ฝึกแบบอินเดียนแดง โดยรางวัลที่ได้รับจากการคัดเลือกจากการเป็นเด็กกิ๊ฟเต็ดแบบอินเดียนแดงคือ
ส่งให้เรียนในมหาวิทยาลัยของคนขาว! ทำนองเลือกลิงไปโรงเรียนเสือ
ปีหนึ่งมีทุนสิบทุนปรากฏว่า เด็กเก้าในสิบคนคืนทุน หรือไม่สามารถเรียนให้จบได้
เพราะปัญหาเรื่องภาษาวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก ทั้งความคิดความเชื่อ
ความรู้ต่างๆ เด็กที่ดูมีค่ามีความสามารถมากมายในสังคมหนึ่งกลับล้มเหลวไม่เป็นรูป
จึงเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับนัก คัด แล้ว เลือก บ้านเราหลายโครงการซึ่งแทนที่จะเป็นรางวัลกลับเป็นเครื่องทำลายโอกาสหรือทำลายความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่า
ในกลุ่มโรงเรียนที่ใช้ระบบการจัดการศึกษาแบบอเมริกันทั่วไปในเขตอินเดียนแดงก็มีปัญหาในทางปฎิบัติเพราะวิธีการคัดเลือกเด็กที่มีความสมารถพิเศษตามกฎหมายอเมริกันทุกรัฐต้องใช้แบบทดสอบที่เป็นแบบมาตรฐาน
มีเกณฑ์ทางวิชาการ เช่น ไอคิวเทส เมื่อเอาแบบทดสอบที่สร้างสำหรับคนขาวไปวัดอินเดียนแดง
ก็พบว่าอินเดียนแดงตกใจและเครียดมาก แต่เมื่อ ดร.จูน ลองใช้กระบวนการทดสอบของโครงการ
DISCOVER ดูพบว่าคนอินเดียนแดงไม่น้อยมีความสามารถพิเศษ
และที่น่าสนใจคือแต่ละเผ่ามีความสามารถพิเศษที่ต่างกัน
เช่นเผ่านาวาโฮ เป็นเผ่าที่โดยทั่วไปรักความสงบ ชอบศิลปะ
งานศิลปสวย ๆ ของอินเดียนแดงมักมาจากเผ่านี้ เมื่อทำการทดสอบก็พบว่าความสามารถด้านศิลปะแบบสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์สูงและความสามารถทางสติปัญญาไม่แตกต่างจากชาวผิวขาวมากนัก
เพราะไอคิวเทสที่ใช้โดยทั่วไปไม่เหมาะกับเด็กกลุ่มพิเศษ
ไม่ว่าพิเศษแบบใด
เจอสภาพที่น่าเห็นใจของชาวอินเดียนแดงแล้วก็ให้นึกถึงเด็กชาวเขาชาวดอยที่ต้องเรียนแบบชาวเมือง
และเชื่อว่าปัญหาของเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านั้นมีไม่น้อยกว่าเด็กชาวอินเดียนแดงแต่อาจไม่มีใครหยิบยกประเด็นหรือเอามาเรียกร้องว่าเกณฑ์ต่างๆ
ที่ใช้คัดเลือกเด็กนั้นสร้างความไม่เท่าเทียมและทำลายโอกาสเด็กไปจำนวนไม่น้อยเช่น
เด็กในโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนของบ้านเราก็ยับว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการโอกาสและการสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่
ปัญหาของอินเดียนแดงที่ไปพบมากได้สะท้อนให้ผู้เขียนนึกถึงปัญหาที่พบบ่อยในบ้านเราอง
แต่เราอาจมองข้ามหรือไม่ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกและความต้องการทางการศึกษาของเด็กแต่ละคน
ความสามารถของเด็ก ๆ จึงถูกกลบฝังอย่างน่าเสียดาย และผู้เขียนก็ดีใจที่นิตยสาร
สานปฏิรูป ของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์มีคอลัมน์ให้เด็กได้แสดงความคิด
ความรู้สึกอันมีค่าออกมา เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายได้รับรู้และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตามความสามารถของพวกเขาจะได้ไม่ต้องเก็บกดอย่างชาวอินเดียนแดงที่ไปพบมา
