การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษในเวียดนาม

เรื่อง ... อุษณีย์ โพธิสุข


เมื่อไม่นานนี้ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ได้นำคณะผู้วิจัย ที่ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสร่วมคณะไปด้วย คณะของเราได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่นับว่ามีคุณค่ายิ่งทั้งการได้รับข้อมูลจากทางหน่วยงานต่างๆ ที่มาต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง และมีล่ามอัจฉริยะ คือ อาจารย์ ธงเวียนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนามอยู่ที่สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้คณะเราได้มีโอกาสรับทราบทั้งข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม รัฐศาสตร์ และเกร็ดตำนานต่างๆ อย่างมีสีสัน และมีรสชาติทางวิชาการที่ทำให้มีความเข้าใจคนเวียดนามชนิดต้องคิดใหม่เกี่ยวกับเรื่องเวียดนาม และแน่นอนมีข้อมูลหลายอย่างที่ต่างจากหนังสือที่อเมริกาสร้างให้เราดูคนละขั้วเลยก็ว่าได้

เวียดนามเป็นประเทศที่เพิ่งพ้นภาวะสงครามครั้งสุดท้ายมาไม่นานนัก และพูดถึงฐานะทางเศรษฐกิจเวียดนามก็เป็นรองเสือโซอย่างประเทศไทยอยู่ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน คนเวียดนามมักต้องทำสงครามหรือเกิดการต่อสู้ แต่สิ่งที่คนในสังคมเวียดนามแปลกกว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกคือ ถึงแม้ว่าอยู่ในภาวะสงคราม คนในประเทศนี้ก็ไม่เคยหยุดเรื่องการศึกษาเล่าเรียนและการส่งเสริมคนเก่ง ด้วยผู้นำของรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนคนเก่งมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ แม้แต่สมัยลุงโฮจิมินห์ แม้ประเทศอดอยากยากแค้นอย่างไร ลุงโฮฯก็มีนโยบายสร้างผู้นำเพื่อสืบทอดและพัฒนาประเทศให้อยู่รอด เด็กเวียดนามในสมัยสงครามก็ให้ความสนใจเรื่องการศึกษา แม้ว่าต้องเรียนไปทำนาไป หรือหลบลงเมืองที่อยู่ใต้ดินก็ตามที ชนิดว่าวารสารที่เป็นแบบฝึกพิเศษทางคณิตศาสตร์ก็หยุดพิมพ์ไม่ได้ ที่สำคัญคือ นโยบายที่สนับสนุนคนเก่งของเวียดนามนั้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย และเป็นประเทศที่น่าอัศจรรย์ที่เปลี่ยนผู้รัฐบาลมาหลายคนแล้ว แต่นโยบายเรื่องนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนในปัจจุบันกลับเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ รัฐบาลสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยที่เด่นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปิดโรงเรียนมัธยมในมหาวิทยาลัยโดยมีอาจารย์จากภาควิชาต่าง ๆ มาสอนเด็กเก่งเหล่านี้ เพราะเราเชื่อว่าต้องเอาคนเก่งสอนเด็กเก่ง(เข้าตำราเปี๊ยบเลย) และอาจารย์ที่มาสอนเด็กไม่ใช่โรงละคนสองคน แต่อาจารย์เกือบทั้งหมด ยกเว้นอาจารย์ทางพลศึกษาเท่านั้น อาจารย์ที่สอนเด็กเหล่านี้ก็ได้รับการประเมินภาระการสอนเด็กในโรงเรียนเท่ากับการสอนเด็กระดับมหาวิทยาลัย และยังสามารถสร้างชื่อเสียงจากการทำให้เด็กในโรงเรียนที่ตนสอนสามารถเข้าแข่งขันในระดับชาติหรือนานาชาติ เช่น การแข่งโอลิมปิกทางวิชาการที่เวียดนามทำให้คนไทย นักการศึกษาต้องร้องเพลง “ตะลึง” อยู่เป็นประจำ

นอกจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษแล้ว เวียดนามยังเป็นประเทศที่น่าสนใจยิ่งในเรื่องความสนใจของคนในสังคมเรื่องภาษา นับว่าคนเวียดนามเป็นคนที่มีความสนใจภาษาอยู่ในสายเลือดก็ว่าได้

ในสมัยโบราณ เวียดนามได้รับอิทธิพลการเฟ้นหาคนเก่งมาจากจีนก็มีการแข่งขันสอบจอหงวน การแสดงการแข่งอ่านบทกวี แต่งบทกวี ถึงกับมีหอสูงที่ให้กวีได้แสดงฝีปากให้เห็นจนถึงปัจจุบัน ความรักและสนใจในเรื่องภาษาของชาวเวียดนามนี้เป็นเรื่องน่าทึ่งและน่าสนใจยิ่งสำหรับคนที่มีความสนใจเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญา เพราะภาษาเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทำให้คนเราคิดเร็วคิดคล่องคิดได้มากหากมีพื้นฐานทางภาษาที่ดี อะไร ๆ ก็จะพัฒนาได้ง่ายขึ้น

ในสมัยปัจจุบัน ความสนใจเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ลดน้อยถอยลง ท่านล่ามกิตติมศักดิ์ของคณะเราได้เล่าให้ฟังว่า คนขี่สามล้อของเวียดนามก็ชอบต่อกลอนเหมือนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ของเรา

ในโครงการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ทุกแห่งเน้นให้เด็กเหล่านี้ต้องเรียนภาษาและวรรณกรรมควบคู่กันไปกับความสามารถพิเศษอื่นที่มีอยู่ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้อาจเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทางคามคิดที่โดดเด่นของเวียดนามหรือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของผู้นำทางการศึกษาของเวียดนามรวมอยู่ด้วยก็ตามที แต่ก็ทำให้มองเห็นอนาคตของเด็กที่มีความสามารถพิเศษของเวียดนามได้ว่า เด็กเหล่านี้เมื่อเข้าสู่วัยทำงานเขาย่อมมีเครื่องมือทางความคิดอยู่ติดตัวที่จะทำให้เราสามารถพูดหรือเขียนได้อย่างที่คิด และสร้างความคิดต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

และเป็นเรื่องน่าสังเกตว่าหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสที่เป็นภาษาที่สองที่สามก็เป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพยิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กยุคใหม่ไม่น้อยทีเดียวจะสามารถพูดภาษาที่สองได้ดีกว่าเด็กบ้านเรา การสอนเรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีองค์ประกอบหลายด้านมาผสมผสานกัน เช่น การนำเอาความรู้ทางด้านภาษา การสอนภาษา ทฤษฎีการเรียนรู้ ตลอดจนทฤษฎีทางจิตวิทยาภาษาศาสตร์ มาสนับสนุนความต้องการการเรียนรู้อย่างน่าสนใจมากกว่า “การเคี่ยวกรำ” “จำเพื่อลืม” ที่เป็นระบบฝึกความจำระยะสั้นที่ประเทศด้อยพัฒนามักใช้อยู่

ผู้เขียนจะไม่ประหลาดใจหากพบว่าในอนาคตอันใกล้ เวียดนามจะเป็นประเทศที่เป็นเสือตัวหนึ่งที่อยู่อย่างพึ่งตนเองได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตจากในประเทศของเขาเอง มิใช่เป็นเสือประเภทเสือไขลานต้องสั่งซื้ออะไหล่มีแต่ตายกับตาย เช่นบางประเทศ

ประเทศที่มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงมักเป็นประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างปัญญาของชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง นอกจากนั้น สังคมของเขาต้องการสนับสนุนทางการศึกษา คนใฝ่รู้การพัฒนาภาษาเป็นเรื่องสำคัญต่อการสร้างความคิดของคนในชาติให้เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมิฉะนั้นเราอาจได้คนเก่งที่พูดกับใครไม่รู้เรื่องหรือเก่งแบบข้ามาคนเดียว