เวียดนามเป็นประเทศที่เพิ่งพ้นภาวะสงครามครั้งสุดท้ายมาไม่นานนัก
และพูดถึงฐานะทางเศรษฐกิจเวียดนามก็เป็นรองเสือโซอย่างประเทศไทยอยู่ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน
คนเวียดนามมักต้องทำสงครามหรือเกิดการต่อสู้ แต่สิ่งที่คนในสังคมเวียดนามแปลกกว่าหลาย
ๆ ประเทศทั่วโลกคือ ถึงแม้ว่าอยู่ในภาวะสงคราม คนในประเทศนี้ก็ไม่เคยหยุดเรื่องการศึกษาเล่าเรียนและการส่งเสริมคนเก่ง
ด้วยผู้นำของรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนคนเก่งมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ
แม้แต่สมัยลุงโฮจิมินห์ แม้ประเทศอดอยากยากแค้นอย่างไร
ลุงโฮฯก็มีนโยบายสร้างผู้นำเพื่อสืบทอดและพัฒนาประเทศให้อยู่รอด
เด็กเวียดนามในสมัยสงครามก็ให้ความสนใจเรื่องการศึกษา
แม้ว่าต้องเรียนไปทำนาไป หรือหลบลงเมืองที่อยู่ใต้ดินก็ตามที
ชนิดว่าวารสารที่เป็นแบบฝึกพิเศษทางคณิตศาสตร์ก็หยุดพิมพ์ไม่ได้
ที่สำคัญคือ นโยบายที่สนับสนุนคนเก่งของเวียดนามนั้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย
และเป็นประเทศที่น่าอัศจรรย์ที่เปลี่ยนผู้รัฐบาลมาหลายคนแล้ว
แต่นโยบายเรื่องนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนในปัจจุบันกลับเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ
รัฐบาลสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยที่เด่นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปิดโรงเรียนมัธยมในมหาวิทยาลัยโดยมีอาจารย์จากภาควิชาต่าง
ๆ มาสอนเด็กเก่งเหล่านี้ เพราะเราเชื่อว่าต้องเอาคนเก่งสอนเด็กเก่ง(เข้าตำราเปี๊ยบเลย)
และอาจารย์ที่มาสอนเด็กไม่ใช่โรงละคนสองคน แต่อาจารย์เกือบทั้งหมด
ยกเว้นอาจารย์ทางพลศึกษาเท่านั้น อาจารย์ที่สอนเด็กเหล่านี้ก็ได้รับการประเมินภาระการสอนเด็กในโรงเรียนเท่ากับการสอนเด็กระดับมหาวิทยาลัย
และยังสามารถสร้างชื่อเสียงจากการทำให้เด็กในโรงเรียนที่ตนสอนสามารถเข้าแข่งขันในระดับชาติหรือนานาชาติ
เช่น การแข่งโอลิมปิกทางวิชาการที่เวียดนามทำให้คนไทย
นักการศึกษาต้องร้องเพลง ตะลึง อยู่เป็นประจำ
นอกจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษแล้ว
เวียดนามยังเป็นประเทศที่น่าสนใจยิ่งในเรื่องความสนใจของคนในสังคมเรื่องภาษา
นับว่าคนเวียดนามเป็นคนที่มีความสนใจภาษาอยู่ในสายเลือดก็ว่าได้
ในสมัยโบราณ เวียดนามได้รับอิทธิพลการเฟ้นหาคนเก่งมาจากจีนก็มีการแข่งขันสอบจอหงวน
การแสดงการแข่งอ่านบทกวี แต่งบทกวี ถึงกับมีหอสูงที่ให้กวีได้แสดงฝีปากให้เห็นจนถึงปัจจุบัน
ความรักและสนใจในเรื่องภาษาของชาวเวียดนามนี้เป็นเรื่องน่าทึ่งและน่าสนใจยิ่งสำหรับคนที่มีความสนใจเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญา
เพราะภาษาเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทำให้คนเราคิดเร็วคิดคล่องคิดได้มากหากมีพื้นฐานทางภาษาที่ดี
อะไร ๆ ก็จะพัฒนาได้ง่ายขึ้น
ในสมัยปัจจุบัน ความสนใจเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ลดน้อยถอยลง
ท่านล่ามกิตติมศักดิ์ของคณะเราได้เล่าให้ฟังว่า คนขี่สามล้อของเวียดนามก็ชอบต่อกลอนเหมือนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ของเรา
ในโครงการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ทุกแห่งเน้นให้เด็กเหล่านี้ต้องเรียนภาษาและวรรณกรรมควบคู่กันไปกับความสามารถพิเศษอื่นที่มีอยู่
ซึ่งแนวคิดเช่นนี้อาจเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทางคามคิดที่โดดเด่นของเวียดนามหรือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของผู้นำทางการศึกษาของเวียดนามรวมอยู่ด้วยก็ตามที
แต่ก็ทำให้มองเห็นอนาคตของเด็กที่มีความสามารถพิเศษของเวียดนามได้ว่า
เด็กเหล่านี้เมื่อเข้าสู่วัยทำงานเขาย่อมมีเครื่องมือทางความคิดอยู่ติดตัวที่จะทำให้เราสามารถพูดหรือเขียนได้อย่างที่คิด
และสร้างความคิดต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
และเป็นเรื่องน่าสังเกตว่าหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสที่เป็นภาษาที่สองที่สามก็เป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพยิ่ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กยุคใหม่ไม่น้อยทีเดียวจะสามารถพูดภาษาที่สองได้ดีกว่าเด็กบ้านเรา
การสอนเรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีองค์ประกอบหลายด้านมาผสมผสานกัน
เช่น การนำเอาความรู้ทางด้านภาษา การสอนภาษา ทฤษฎีการเรียนรู้
ตลอดจนทฤษฎีทางจิตวิทยาภาษาศาสตร์ มาสนับสนุนความต้องการการเรียนรู้อย่างน่าสนใจมากกว่า
การเคี่ยวกรำ จำเพื่อลืม ที่เป็นระบบฝึกความจำระยะสั้นที่ประเทศด้อยพัฒนามักใช้อยู่
ผู้เขียนจะไม่ประหลาดใจหากพบว่าในอนาคตอันใกล้
เวียดนามจะเป็นประเทศที่เป็นเสือตัวหนึ่งที่อยู่อย่างพึ่งตนเองได้
ด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตจากในประเทศของเขาเอง มิใช่เป็นเสือประเภทเสือไขลานต้องสั่งซื้ออะไหล่มีแต่ตายกับตาย
เช่นบางประเทศ
ประเทศที่มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงมักเป็นประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างปัญญาของชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
นอกจากนั้น สังคมของเขาต้องการสนับสนุนทางการศึกษา คนใฝ่รู้การพัฒนาภาษาเป็นเรื่องสำคัญต่อการสร้างความคิดของคนในชาติให้เป็นไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมิฉะนั้นเราอาจได้คนเก่งที่พูดกับใครไม่รู้เรื่องหรือเก่งแบบข้ามาคนเดียว
