การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถทางภาษาไทย

เรื่อง ... สำอาง หิรัญบูรณะ

ใครจะรู้ว่าเด็กตาดำ ๆ ที่นั่งเรียนอยู่ในชั้นเรียนแต่ละห้องในโรงเรียนนั้น เปรียบเหมือนสนามแห่งการเรียนรู้ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่
ที่มีความมหัศจรรย์แต่ละหน่วย ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิธีการรับรู้ ศักยภาพทางการรับรู้ ที่เป็นปฏิกิริยายาตอบสนองระหว่างตัว
องค์กรภายใน(สมอง) กับสิ่งเร้าภายนอก ท่ามกลางความหลากหลายขององค์กรเหล่านั้นมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพสูงที่สามารถรับรู้
เรียนรู้ทางภาษาได้รวดเร็วลึกซึ้งกว่าเด็กทั่วไป เด็กกลุ่มนี้โดยทั่วไปจะมีลักษณะที่แสดงออกทางการเรียนรู้ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้
ตั้งแต่เยาว์วัย เช่นการพูดได้ก่อนวัย ชอบเล่นคำ เล่นภาษา มีอารมณ์ขัน ฯลฯ อันเป็นคุณลักษณะของเด็กที่มีความสามารถสูงด้าน
สติปัญญา เมื่อเด็กกลุ่มนี้เเข้าสู่วัยเรียนจะเห็นได้ชัดเจนถึงความสนใจกิจกรรมทางภาษาเป็นต้น อาหารหลักของเด็กลักษณะนี้คือ
หนังสือเรียนที่อาจไม่ใช่เป็นหนังสือการ์ตูนเช่นเพื่อนในวัยเดียวกัน เด็กกลุ่มนี้ต้องการกิจกรรมที่ท้าทาย หลักสูตรทางภาษาที่ก้าวล้ำ
ซับซ้อน

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กลุ่มนี้ยังไม่ไม่การเริ่มต้นอย่างเป็นระบบ ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจึงได้สนับสนุนให้
ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ดำเนินการวิจัย หารูปแบบการเสาะหาการจัดการศึกษา การใช้สื่อที่เหมาะสม
กับศักยภาพของเด็กร่วมกับสาขาอื่นๆ อีก 6 สาขา โดยมีพื้นที่ศึกษาวิจัยที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้คือ

การเสาะหา

คณะวิจัยได้เสาะหาผู้มีความสามารถพิเศษทางภาษาไทยในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ได้ 17 คนจากนักเรียน 530 คน โดยมีวิธีการดังนี้

ขั้นที่ 1 ใช้แบบสำรวจ และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ขั้นที่ 2 ใช้การสำรวจโดยแบบสังเกตแววภาษาและข้อมูลจากครู เหลือเด็ก 17 คน (3.2 %)

เมื่อได้เด็กที่คัดเลือกมาแล้วได้จัดชั้นเรียนพิเศษ โดยจัดกิจกรรมในเวลาเรียนปกติในชั่วโมงกิจกรรม แต่มีหลักสูตรที่ยากและซับซ้อน
กว่าปกติ ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 20 ครั้ง

หลักสูตรเสริม

การพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อใช้ในการพัฒนาและใช้เป็นเครื่องมือบ่งชี้ความสามารถพิเศษทางภาษาไทยของเด็กกลุ่มนี้ ได้ใช้หลาย
ทฤษฎีผสมผสานกัน เช่นการนำเอาทฤษฎี Speech Act ของ ออสติน (Austen) ที่ต่อมาได้พัฒนาเป็นทฤษฎี Functional Theory และ
ทฤษฎีพหุปัญญา ของการ์ดเนอร์ (Garder) ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนนั้นได้ใช้การสอนแบบบูรณาการของเรนซูลี่ (Renzulli)
พาร์ค (Parke) บลูม (Bloom) แและ กาลาเฮอร์ (Gallagher) หลักสูตรดังกล่าว ประกอบด้วยหน่วยการเรียนการสอน 5 หน่วย ใช้เวลา
สอนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเป็นเวลา 20 สัปดาห์ โดยมีโครงการสร้างและวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

หน่วยการเรียนการสอน

1. นิสัยใฝ่หาความรู้ รักการอ่าน และการเข้าถึงวรรณกรรมไทย

2. กลยุทธ์ในการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับการแสวงความ
รู้ด้วยตนเอง

3. ความสามารถในการคิด 6 ระดับคือ
    ระดับ 1 ความรู้และความจำ
    ระดับ 2 ความเข้าใจ
    ระดับ 3 การวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์
    ระดับ 4 การสังเคราะห์เป็นภาพรวม
    ระดับ 5 การวิจารณ์และประเมินค่า
    ระดับ 6 การคิดอย่างสร้างสรรค์
4. ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการทำงานเป็น
    ทีม ความต้องการความสมบูรณ์แบบ การคิดถึง
    ส่วนรวมและการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น
5. ทักษะพื้นฐานทางภาษา อันได้แก่
    1. ความจำ
    2. ความสามารถในการถอดและเข้ารหัส
    3. ความไวทางด้านวากยสัมพันธ์
    4. ความร่ำรวยในเรื่องศัพท์
    5. ความสามารถในการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
    6. ความสามารถในการคิดหลายทิศทาง
    7. ความสามารถในการสร้างมนุษยสัมพันธ์
    8. ความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความคิดและการมี
    อารมณ์ร่วม

1. หน่วยการเรียนการสอนที่ 1
    วรรณกรรมเด็ก – ประตูสู่สวนภาษา

2. หน่วยการเรียนการสอนที่ 2
    ครูหกคน (คือคำถามที่ใช้เป็นครู สามารถใช้ในการตั้งคำถาม
    ได้ทุกเรื่อง – ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม)
    และความสามารถในการใช้พจนานุกรม

3. หน่วยการเรียนการสอนที่ 3
    ไปร้านหนังสือ - ห้องสมุดของชีวิต วิธีการหาและเลือกหนังสือ
4. หน่วยการเรียนการสอนที่ 4
    ปลูกต้นบรรพฤกษ์
   ให้แนวการเขียนแนะนำหนังสือ นักเรียนจัดตั้งชมรมหนอนหนังสือ
5. หน่วยการเรียนการสอนที่ 5
    ลานภาษา
    กิจกรรมการเล่นและสร้างเกมภาษาอย่างสร้างสรรค์
ที่ช่วยพัฒนาความจำ ความไวทางวากยสัมพันธ์ ความสามารถทางฉันทลักษณ์การเพิ่มปริมาณคำศัพท์ที่เรียนรู้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการคิดหลายทิศทาง และการคิดอย่างแหวกแนวภาษา
6. ชมรมขายหัวเราะ

ผลของการใช้หลักสูตร

เพื่อวัดประสิทธิภาพของหลักสูตรดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือวัดอันประกอบด้วย ผลงานและบันทึกของนักเรียน
การบันทึกจาการสังเกตในห้องเรียน การประเมินตนเองนักเรียน บันทึกความเห็นของครู และความเห็นของผู้ปกครอง ปรากฏผลดังนี้

1. การเมินความสามารถของผู้เรียน

จากการประเมินความสามารถของผู้เรียน โดยวัดจากผลงานของนักเรียน การประเมินตนเองของนักเรียนและบันทึกการสังเกตของครู พบว่าผู้เรียน 100 % บรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้มีนิสัยใฝ่หาความรู้ รักการอ่าน และการเข้าถึงวรรณกรรมไทย นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กในกลุ่มมีความสามารถในการอ่านสูงถึง 200 คำ
ต่อนาที เมื่อเทียบกับเด็กที่อ่านได้ประมาณ 50-100 คำต่อนาที อีกทั้งยังสามารถเพิ่มอัตราความเร็วในการอ่านได้สูงสุดถึง 310 คำต่อ
นาที ภายในเวลา 6 สัปดาห์

ด้านการพัฒนาการกลยุทธ์ในการเรียนภาษาที่จำเป็นต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง พบว่านักเรียน 93.33% สามารถรู้วิธีแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเองได้

สำหรับความสามารถในการคิดนั้น เมื่อเริ่มโครงการนักเรียนกลุ่มนี้มีความสามารถในการคิดอยู่ในระดับ 3 คือ การคิดวิเคราะห์ เมื่อ
เทียบกับนักเรียนทั่วไปที่อยู่ในระดับ 1-2 คือ ความรู้ ความจำ และความเข้าใจ นอกจากนี้ เมื่อเรียนหลักสูตรดังกล่าวไปแล้ว 6 สัปดาห์
พบว่าโดยเฉลี่ยนักเรียนมีความสามารถในคิดเพิ่มขึ้น 1.71 คือจากระดับวิเคราะห์ไปสู่ระดับการคิดอย่างมี วิจารณญาณ และการคิด
อย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ยังพบว่า เด็ก 93.33% แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำ เด็ก 53.33% คิดถึงส่วนรวม และคารพความคิดเห็นของผู้อื่น
เด็ก 60.00% มีความสามารถในการนำเสนอและเด็ก 66.66% สามารถและชำนาญในการถอดและเข้ารหัส

2. การประเมินผลกระทบของหลักสูตร

จากการสอบถามครูผู้สอนทั้ง 2 คน ที่เป็นนักวิจัยร่วมพบว่าครูมีความรู้สึกทั้งทางด้านบวกและลบ กล่าวคือ ครูมีความตื่นตัวที่ได้พัฒนา
ทางวิชาการเกิดความเข้าใจและเห็นใจเด็กที่มีความสามารถพิเศษมากขึ้น และแปลกใจที่เด็กแสดงความสามารถได้ในระดับที่ครูมิได้
คาดมาก่อน ครูท่านหนึ่งที่เป็นหัวหน้าหมวดภาษาไทยแสดงความจำนงที่จะนำกิจกรรมเหล่านี้ไปใช้กับเด็กในชั้นประถมปีที่ 3 ทั้ง 530 คน
ซึ่งผู้วิจัยได้แนะนำวิธีปรับกิจกรรมให้ง่ายขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปใช้กับเด็กอื่น ๆ ได้ และสอนวิธีการใช้แบบสังเกตและบันทึกพฤติกรรม
และความสามารถของเด็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการทำวิจัยครั้งนี้ครูทั้งสองคนต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพื่อ
เตรียมการสอน สร้างสื่อ บันทึกการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินความสามารถของ ผู้เรียนทำให้ครูเหน็ดเหนื่อยมากและจะไม่
สามารถทำได้เป็นประจำหากภาระงานปกติยังไม่ลดลง

3.การประเมินผลกระทบต่อนักเรียนที่ไม่อยู่ในโครงการ

นักเรียนที่ไม่อยู่ในโครงการได้รับประโยชน์จากชมรมหนอนหนังสือ ที่นักเรียนในโครงการนำกิจกรรมไปเผยแพร่ชักชวนให้เข้า
โครงการ และขณะนี้ได้รับประโยชน์เนื่องจากครูได้ขยายผลใช้หลักสูตรนี้(ที่ปรับแล้ว) กับนักเรียนทั้ง 530 คน ช่วยลดปัญหาที่ผู้ปกครอง
หลายคนไม่พอใจที่ลูกของตนมิได้เข้าโครงการ จึงอาจกล่าวได้ว่า โครงการพัฒนาความสามารถของเด็กที่มีความสามารถของเด็กที่มี
ความสามารถพิเศษมีผลให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติโดยปริยาย

ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้

1. การเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

ในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องใช้การเสนอชื่อโดยครู และคะแนนสอบของเด็กออกมาก่อน เพื่อให้สามารถใช้แบบวัดแววภาษาของเด็กคัด
เด็กออกมาก่อน เพื่อให้สามารถใช้แบบวัดแววภาษากับเด็กออกมาก่อน เพื่อให้สามารถใช้แบบวัดแววภาษากับเด็กเป็นรายบุคคลได้ แต่
การเสนอชื่อนั้นมีความเป็นอัตนัยสูง และข้อสอบที่โรงเรียนใช้ก็ยังมิใช่ข้อสอบมาตรฐาน จึงจำเป็นต้องมีหลักสูตรที่พัฒนาเด็กไปพร้อม ๆ
กับพัฒนาเครื่องมือในการกลั่นกรองว่าเด็กคนใดมีความสามารถทางภาษาอย่างแท้จริง โดยดูจากผลงานและพัฒนาการที่เป็นการสนองตอบ
ต่อหลักสูตร นอกจากนี้ยังพบว่า จำเป็นต้องใช้แบบสำรวจ “ม้าพยศ” (แบบสำรวจที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเด็กที่มีปัญหา แต่ที่จริง
แล้วปัญหาของเด็กกลุ่มนี้อาจเกิดจากการที่เขามีความสามารถสูงกว่าเด็กในระดับเดียวกัน และมีความเบื่อหน่ายในการเรียนที่ไม่ท้าทาย
ความสามารถของตน

2. การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติ

งานวิจัยครั้งนี้ พบว่าเด็กคนหนึ่งอาจมีความสามารถหลายด้าน เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ ศิลปะ หรือดนตรี เป็นต้น ทำให้เห็นถึงความไม่
เหมาะสมของหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่บังคับให้เด็กต้องเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์-ภาษา เพราะในความเป็นจริง
เด็กสามารถเรียนและมีความเป็นเลิศได้ในหลายสาขาวิชา หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

3. พัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ในวัย 7-9 ขวบ มีพัฒนาการทางความคิดในระดับความรู้
ความจำ การถอดรหัสภาษา เพื่อเข้าใจความหมายของสิ่งที่ได้ยินหรืออ่าน แต่เด็กที่ได้รับการคัดเลือกในโครงการนี้มีความสามารถใน
การคิดอยู่ในระดับ 3 (ระดับวิเคราะห์) และสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วภายในเวลา 6 สัปดาห์ ไปสู่ระดับการสังเคราะห์ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ และการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้เด็กจะไม่ได้รับการพัฒนาไปสู่ระดับดังกล่าวหากเรียนตามปกติ ในการจัดการศึกษาให้
ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ จำเป็นต้องลดขนาดของห้องเรียนลงแล้วจัดระดับความสามารถของเด็กให้ใกล้เคียงกัน และนำ
กิจกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กต่างระดับมาใช้ หรือไม่ก็สร้างหลักสูตรเสริมให้กับเด็กเหล่านี้ หมายความถึงการจัดการศึกษาสำหรับ
ผู้มีความสามารถพิเศษนั่นเอง จะเห็นได้จากกรณีศึกษาของโรงเรียนไผทอุดมศึกษาว่า ผลจากการมีโครงการสำหรับเด็กที่มีความ
สามารถพิเศษทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของเด็กทั้งโรงเรียนเมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรเสริมของเด็กที่มีความ
สามารถพิเศษให้เด็กทั่วไปได้รับประโยชน์ด้วยตามศักยภาพของตน

4. พัฒนาการทางภาษากำหนดเพดานของพัฒนาการทางการคิดของเด็ก

เนื่องจากในการวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาความสามารถทางภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยใช้ประชากรกลุ่มเดียวกันผลของการวิจัยแสดงให้
เห็นชัดเจนว่า เด็กในวัย 7-9 ขวบหากได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง สามารถคิดได้ถึงระดับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ และการคิดอย่างสร้างสรรค์ในภาษาแม่ แต่ด้านภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่สองแม้ว่าจะได้รับพัฒนาการเช่นเดียวกันเด็ก
จะคิดได้สูงสุดถึงแค่ระดับการวิเคราะห์ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านภาษา กล่าวคือเด็กจะขาดศัพท์ที่เอื้อให้เขาสามารถคิดได้ในระดับ
นั้น(ในภาษาไทย) การค้นพบครั้งนี้ทำให้สรุปได้ว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรเน้นการอ่าน การสร้าง
ความร่ำรวยทางด้านศัพท์ และการพูด ไม่ควรเน้นไวยกรณ์และการเขียนทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีเครื่องมือในการคิดเป็นภาษาอังกฤษใน
ระดับที่สมองเขาสามารถคิดเองได้