หัวใจของครูที่สอนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


ผู้เขียนได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนโดยครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษในอเมริกาคนหนึ่งเล่าถึงวีรกรรมการสอน ประสบการณ์ที่มีทั้งขมขื่น เหน็ดเหนื่อย แปลกแยกจากครูทั่วไป จากเพื่อนร่วมงาน รวมถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงานรวมถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุขสดชื่น ความรู้สึกมีคุณค่าที่ได้รับจากนักเรียน นี่ไม่ใช่ข้อมูลครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับ พบว่าในเกือบทุกประเภทครูสอนเด็กกลุ่มนี้กลายเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดความเข้าใจจากเพื่อนครูคนอื่น ทำให้หลายคนไม่อยากจะสอนเด็กกลุ่มนี้ เพราะงานมากกว่าคนอื่นแต่ไม่มีใครสนใจ ที่บ้านเราก็มีความหลากหลายในเรื่องประสบการณ์ไม่แพ้ต่างประเทศ แต่อาจเก๋กว่าตรงที่เมื่ออยู่ในเมืองไทย ครูเด็กพิเศษหลายคนต้องเหมาเด็กพิเศษทุกประเภทลูกศิษย์ของผู้เขียนหลาย ๆ คนที่จบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษประสบปัญหานี้ ต้องไปสอนเด็กหูหนวกบ้าง ตาบอดบ้างและบางรายก็ต้องสอนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสมองคงพอ ๆ กับให้หมอทำฟันไปรักษากระดูกไหน ๆ ก็เกี่ยวกับกระดูกเหมือนกัน ทั้งที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ความจริงงานการสอนเด็กไม่ควรเป็นความแปลกแยก สิ่งที่ทำให้ดูแตกต่างเพราะเกิดไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มเด็กที่มีศักยภาพสูง ทำให้เกิดคำถามจากคนรอบข้างว่า “แล้วคนสอนละเป็นปัญญาเลิศหรือเปล่า” ครูหลายคนไม่อยากเป็นเพราะกลัวตามเด็กไม่ทัน และเมื่อทำงานกับเด็กก็รู้สึกว่าไม่พอ เสียหน้าหรือรู้สึกว่าทำหน้าที่ครูได้ไม่ดี เพราะครูควรให้คำอธิบายแก่เด็กได้เสมอ

แล้วครูสำหรับเด็กกิ๊ฟเต็ดควรเป็นอย่างไร?

ครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษควรต้องมีคุณลักษณะหลายประการที่จะเกี่ยวข้องดูแลเด็กกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถสอนเด็กกลุ่มนี้ได้ ก็เหมือนกับทุก ๆ สาขา เช่น ครูสอนคณิตศาสตร์ ก็ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะที่จะสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กได้

ครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีหลายลักษณะ เช่น ครูเวียนสอน คือ ครูคนเดียวไปสอนหรือทำโครงการร่วมกับโรงเรียนมากกว่าหนึ่งโรง ครูที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะสาขา เช่น โรงเรียนหนึ่งที่โครงการศิลปะโดดเด่นมากระดับชาติ หากเด็กผ่านชั้นพิเศษของโรงเรียนนี้แล้วถือว่าเยี่ยม มหาวิทยาลัยดังรับเข้าเรียนทันที หรือครูที่สอนเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษบางชั่วโมง ครูที่ทำงานบริหารงานด้านการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษแต่ละลักษณะงานต้องการครูที่ต่างกัน ดังนั้นความสามารถส่วนตน หรือคุณสมบัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพของครูเองก็เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของลักษณะงาน

แต่ก็มีคุณสมบัติร่วมบางประการที่เราสามารถใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาตนเองหรือพิจารณาครูที่จะเข้าร่วมโครงการได้ ดังนี้ เช่น

 

คุณลักษณะทางทัศนคติ

    1. เป็นคนที่ใจกว้างรับฟังความเห็นจากคนทั่วไปได้เสมอ ๆ ว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษรู้มากกว่าครูแล้วครูหลายคนก็รับไม่ได้ จึงเกิดศึกสงครามที่ผู้แพ้มักเป็นเด็ก แต่ครูเองก็เสียความรู้สึกที่ดีกับตนเอง เพราะความใจแคบ
    2. เป็นคนชอบงานสร้างสรรค์ท้าทาย มากกว่าคนที่ทำงานซ้ำซาก
    3. รักเด็ก รักวิชาชีพของตน และ รักที่จะสนับสนุนเด็ก
    4. เคารพความคิดเห็นของเด็กความสามารถพิเศษ
    5. รักและสนใจอยากทำงานกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

คุณลักษณะเกี่ยวกับทักษะในวิชาชีพ

    1. มีความสามารถสร้างการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุกสนานได้ เป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดี นั่นหมายความว่าครูควรต้องมีกระบวนการสอนที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กกับสถานการณ์ได้อย่างด
    2. เป็นคนชอบงานสร้างสรรค์ท้าทายมากกว่าคนที่ทำงานซ้ำซาก
    3. มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองทำอยู่ หรือสาขาที่ตนองรับผิดชอบอยู่ เช่น เป็นครูที่มีประสบการณ์มาทางด้านภาษา ก็มีความรู้ที่ดี เป็นคนเก่งในเรื่องนั้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะครูหลายคนไม่สามารถหาหนทางให้เด็กไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะครูเองไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับทางไปสู่ความสำเร็จ
    4. มีความสามารถในการประสานงานกับคนอื่นได้อย่างดี เนื่องจากศักยภาพเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง ทั้งสิ่งที่เด็กสนใจและระดับความสามารถ ความสนใจและความสามารถที่หลากหลายนี้เองที่ไม่มีครูคนไหนจะสามารถรู้ได้ทุกอย่างที่เด็กมีความสามารถ หรืออยากเรียนรู้ ครูสำหรับเด็กลักษณะนี้จึงต้องมีลักษณะประสานสิบทิศ สนุกกับการประสานกับคนต่างๆ เพื่อสร้างความคิด โอกาสในการเรียนรู้จากผู้ที่มีความรู้จากชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ หรือจากองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งครูสาขาอื่น
    5. มีทักษะที่ดีในการสังเกต การฟัง (ครูพูดมากมักฟังไม่เป็น) การมองเห็นและเข้าใจในความคิด หรือพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของเด็กผู้เขียนเคยพบครูท่านหนึ่งที่ปั้นลูกศิษย์มีชื่อเสียงหลายคนด้วยการฟัง และสนับสนุนความคิดของเด็ก ๆ อย่างมีเหตุผล สิ่งที่เด็กได้คือการสร้างความคิดอย่างมีเหตุผล สิ่งที่เด็กได้คือการสร้างความคิดอย่างมีเหตุผล โดยมีครูเป็นที่พึ่ง
    6. ไวต่อการรับรู้ทั้งสิ่งที่เด็กแสดงออกด้วยวาจา หรือกริยาท่าทาง
    7. เป็นคนที่มีความใจเย็นมีเมตตา มีความสามารถในการสื่อสารที่เหมาะสม ครูบางคนใจดี แต่ท่าทางที่แสดงออกไม่บอก กลัวจะควบคุมเด็กไม่ได้ ครูที่ประสบความสำเร็จและเป็นครูที่เด็กศรัทธาไม่มีใครต้องทำท่าให้น่ากลัว
    8. ครูควรมีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ สร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี ครูที่มีอารมณ์ขันมักเป็นคนที่มองโลกในด้านดีมีความเชื่อมั่นในตนเอง
    9. สนใจศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งด้านคุณลักษณะของเด็กกลุ่มนี้ ในเรื่องสติปัญญา ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และลักษณะความต้องการทางจิตวิทยาที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร
    10. สนใจศึกษาการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความสามารถของเด็กที่แตกต่างจากเด็กอื่น

สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคุณลักษณะพื้นฐาน เพื่อดูผู้ที่เหมาะสมในการทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มนี้ นอกเหนือจากนี้ครูที่จะมารับผิดชอบโครงการควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อเด็กกลุ่มนี้ ในเรื่องการเสาะหา คัดเลือก การทำความเข้าใจลักษณะความต้องการของเด็กทั้งด้านวิชาการ สังคม อารมณ์ และที่สำคัญคือ การสร้างความพร้อมในการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนสำหรับเด็กกลุ่มนี้ อาทิ การสอนที่เน้นทักษะกระบวนการทางความคิดระดับสูง นอกจากนี้ครูยังต้องทำความเข้าใจถึงวิธีการจัดหลักสูตรที่หลากหลาย ไม่ตายตัว ตามความสามารถของเด็ก ที่เรียนกว่าเป็นหลักสูตรการศึกษาพิเศษ หากครูขาดความรู้ในเรื่องเหล่านี้สิ่งที่ตามมาคือความคับข้องใจรวมถึงการขาดทิศทางในการดำเนินการท้านสุดคือการรอนโยบายหรือคำสั่งจากผู้บริหารที่เราสามารถพบได้บ่อยในภาคปฏิบัติ

สิ่งที่เป็นความผิดพลาดที่เราพบจากภาคปฏิบัติคือการดำเนินการว่าโรงเรียนจะจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากนโยบายว่าโรงเรียนหรือรัฐบาลอยากสนับสนุนด้านใด โดยไม่ได้สำรวจปัจจัยที่สำคัญ หัวใจของการทำงานอยู่ที่ครูที่เริ่มโครงการนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ ทำให้โครงการหลายแห่งล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย

ครูของเด็กที่มีความสามาถพิเศษมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของโครงการ ดังนั้นอย่างน้อยสองสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน คือคุณลักษณะความพร้อมที่ครูต้องได้รับการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ถือว่าเป็นความรู้เฉพาะสาขาที่ครูต้องเข้าใจในหลักการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป