ผู้เขียนได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนโดยครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษในอเมริกาคนหนึ่งเล่าถึงวีรกรรมการสอน
ประสบการณ์ที่มีทั้งขมขื่น เหน็ดเหนื่อย แปลกแยกจากครูทั่วไป
จากเพื่อนร่วมงาน รวมถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงานรวมถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงาน
แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุขสดชื่น ความรู้สึกมีคุณค่าที่ได้รับจากนักเรียน
นี่ไม่ใช่ข้อมูลครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับ พบว่าในเกือบทุกประเภทครูสอนเด็กกลุ่มนี้กลายเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดความเข้าใจจากเพื่อนครูคนอื่น
ทำให้หลายคนไม่อยากจะสอนเด็กกลุ่มนี้ เพราะงานมากกว่าคนอื่นแต่ไม่มีใครสนใจ
ที่บ้านเราก็มีความหลากหลายในเรื่องประสบการณ์ไม่แพ้ต่างประเทศ
แต่อาจเก๋กว่าตรงที่เมื่ออยู่ในเมืองไทย ครูเด็กพิเศษหลายคนต้องเหมาเด็กพิเศษทุกประเภทลูกศิษย์ของผู้เขียนหลาย
ๆ คนที่จบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษประสบปัญหานี้
ต้องไปสอนเด็กหูหนวกบ้าง ตาบอดบ้างและบางรายก็ต้องสอนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสมองคงพอ
ๆ กับให้หมอทำฟันไปรักษากระดูกไหน ๆ ก็เกี่ยวกับกระดูกเหมือนกัน
ทั้งที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
ความจริงงานการสอนเด็กไม่ควรเป็นความแปลกแยก
สิ่งที่ทำให้ดูแตกต่างเพราะเกิดไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มเด็กที่มีศักยภาพสูง
ทำให้เกิดคำถามจากคนรอบข้างว่า แล้วคนสอนละเป็นปัญญาเลิศหรือเปล่า
ครูหลายคนไม่อยากเป็นเพราะกลัวตามเด็กไม่ทัน และเมื่อทำงานกับเด็กก็รู้สึกว่าไม่พอ
เสียหน้าหรือรู้สึกว่าทำหน้าที่ครูได้ไม่ดี เพราะครูควรให้คำอธิบายแก่เด็กได้เสมอ
แล้วครูสำหรับเด็กกิ๊ฟเต็ดควรเป็นอย่างไร?
ครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษควรต้องมีคุณลักษณะหลายประการที่จะเกี่ยวข้องดูแลเด็กกลุ่มนี้ได้
ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถสอนเด็กกลุ่มนี้ได้ ก็เหมือนกับทุก
ๆ สาขา เช่น ครูสอนคณิตศาสตร์ ก็ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะที่จะสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กได้
ครูของเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีหลายลักษณะ
เช่น ครูเวียนสอน คือ ครูคนเดียวไปสอนหรือทำโครงการร่วมกับโรงเรียนมากกว่าหนึ่งโรง
ครูที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะสาขา เช่น โรงเรียนหนึ่งที่โครงการศิลปะโดดเด่นมากระดับชาติ
หากเด็กผ่านชั้นพิเศษของโรงเรียนนี้แล้วถือว่าเยี่ยม มหาวิทยาลัยดังรับเข้าเรียนทันที
หรือครูที่สอนเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษบางชั่วโมง
ครูที่ทำงานบริหารงานด้านการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษแต่ละลักษณะงานต้องการครูที่ต่างกัน
ดังนั้นความสามารถส่วนตน หรือคุณสมบัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพของครูเองก็เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของลักษณะงาน
แต่ก็มีคุณสมบัติร่วมบางประการที่เราสามารถใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาตนเองหรือพิจารณาครูที่จะเข้าร่วมโครงการได้
ดังนี้ เช่น
คุณลักษณะทางทัศนคติ
- เป็นคนที่ใจกว้างรับฟังความเห็นจากคนทั่วไปได้เสมอ
ๆ ว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษรู้มากกว่าครูแล้วครูหลายคนก็รับไม่ได้
จึงเกิดศึกสงครามที่ผู้แพ้มักเป็นเด็ก แต่ครูเองก็เสียความรู้สึกที่ดีกับตนเอง
เพราะความใจแคบ
- เป็นคนชอบงานสร้างสรรค์ท้าทาย มากกว่าคนที่ทำงานซ้ำซาก
- รักเด็ก รักวิชาชีพของตน และ รักที่จะสนับสนุนเด็ก
- เคารพความคิดเห็นของเด็กความสามารถพิเศษ
- รักและสนใจอยากทำงานกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
คุณลักษณะเกี่ยวกับทักษะในวิชาชีพ
- มีความสามารถสร้างการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุกสนานได้
เป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดี
นั่นหมายความว่าครูควรต้องมีกระบวนการสอนที่หลากหลาย
มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กกับสถานการณ์ได้อย่างดี
- เป็นคนชอบงานสร้างสรรค์ท้าทายมากกว่าคนที่ทำงานซ้ำซาก
- มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองทำอยู่
หรือสาขาที่ตนองรับผิดชอบอยู่ เช่น เป็นครูที่มีประสบการณ์มาทางด้านภาษา
ก็มีความรู้ที่ดี เป็นคนเก่งในเรื่องนั้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ
เพราะครูหลายคนไม่สามารถหาหนทางให้เด็กไปสู่ความสำเร็จได้
เพราะครูเองไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับทางไปสู่ความสำเร็จ
- มีความสามารถในการประสานงานกับคนอื่นได้อย่างดี
เนื่องจากศักยภาพเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง
ทั้งสิ่งที่เด็กสนใจและระดับความสามารถ ความสนใจและความสามารถที่หลากหลายนี้เองที่ไม่มีครูคนไหนจะสามารถรู้ได้ทุกอย่างที่เด็กมีความสามารถ
หรืออยากเรียนรู้ ครูสำหรับเด็กลักษณะนี้จึงต้องมีลักษณะประสานสิบทิศ
สนุกกับการประสานกับคนต่างๆ เพื่อสร้างความคิด โอกาสในการเรียนรู้จากผู้ที่มีความรู้จากชุมชน
ผู้เชี่ยวชาญ หรือจากองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งครูสาขาอื่น
- มีทักษะที่ดีในการสังเกต การฟัง
(ครูพูดมากมักฟังไม่เป็น) การมองเห็นและเข้าใจในความคิด
หรือพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของเด็กผู้เขียนเคยพบครูท่านหนึ่งที่ปั้นลูกศิษย์มีชื่อเสียงหลายคนด้วยการฟัง
และสนับสนุนความคิดของเด็ก ๆ อย่างมีเหตุผล สิ่งที่เด็กได้คือการสร้างความคิดอย่างมีเหตุผล
สิ่งที่เด็กได้คือการสร้างความคิดอย่างมีเหตุผล โดยมีครูเป็นที่พึ่ง
- ไวต่อการรับรู้ทั้งสิ่งที่เด็กแสดงออกด้วยวาจา
หรือกริยาท่าทาง
- เป็นคนที่มีความใจเย็นมีเมตตา มีความสามารถในการสื่อสารที่เหมาะสม
ครูบางคนใจดี
แต่ท่าทางที่แสดงออกไม่บอก กลัวจะควบคุมเด็กไม่ได้
ครูที่ประสบความสำเร็จและเป็นครูที่เด็กศรัทธาไม่มีใครต้องทำท่าให้น่ากลัว
- ครูควรมีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
สร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี
ครูที่มีอารมณ์ขันมักเป็นคนที่มองโลกในด้านดีมีความเชื่อมั่นในตนเอง
- สนใจศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
ทั้งด้านคุณลักษณะของเด็กกลุ่มนี้
ในเรื่องสติปัญญา ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และลักษณะความต้องการทางจิตวิทยาที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร
- สนใจศึกษาการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความสามารถของเด็กที่แตกต่างจากเด็กอื่น
สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคุณลักษณะพื้นฐาน
เพื่อดูผู้ที่เหมาะสมในการทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มนี้
นอกเหนือจากนี้ครูที่จะมารับผิดชอบโครงการควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อเด็กกลุ่มนี้
ในเรื่องการเสาะหา คัดเลือก การทำความเข้าใจลักษณะความต้องการของเด็กทั้งด้านวิชาการ
สังคม อารมณ์ และที่สำคัญคือ การสร้างความพร้อมในการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนสำหรับเด็กกลุ่มนี้
อาทิ การสอนที่เน้นทักษะกระบวนการทางความคิดระดับสูง นอกจากนี้ครูยังต้องทำความเข้าใจถึงวิธีการจัดหลักสูตรที่หลากหลาย
ไม่ตายตัว ตามความสามารถของเด็ก ที่เรียนกว่าเป็นหลักสูตรการศึกษาพิเศษ
หากครูขาดความรู้ในเรื่องเหล่านี้สิ่งที่ตามมาคือความคับข้องใจรวมถึงการขาดทิศทางในการดำเนินการท้านสุดคือการรอนโยบายหรือคำสั่งจากผู้บริหารที่เราสามารถพบได้บ่อยในภาคปฏิบัติ
สิ่งที่เป็นความผิดพลาดที่เราพบจากภาคปฏิบัติคือการดำเนินการว่าโรงเรียนจะจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากนโยบายว่าโรงเรียนหรือรัฐบาลอยากสนับสนุนด้านใด
โดยไม่ได้สำรวจปัจจัยที่สำคัญ หัวใจของการทำงานอยู่ที่ครูที่เริ่มโครงการนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่
ทำให้โครงการหลายแห่งล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย
ครูของเด็กที่มีความสามาถพิเศษมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของโครงการ
ดังนั้นอย่างน้อยสองสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน คือคุณลักษณะความพร้อมที่ครูต้องได้รับการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
ถือว่าเป็นความรู้เฉพาะสาขาที่ครูต้องเข้าใจในหลักการ
เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป