หลักสูตรสำหรับเด็กกิฟเต็ด

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ด้านใดก็ตามจะมีบุคลิกลักษณะ การเรียนรู้โดยทั่วไป ดังนี้ คือ

    • เรียนอย่างรวดเร็ว และง่ายดาย
    • มีความจำที่ดี
    • อ่านหนังสือได้ก่อนวัย
    • มีการพูดและการเขียนที่กระชับได้ใจความ คม สละสลวย
    • มีการใช้เหตุผลที่ดี
    • สามารถประมวลผล
    • เป็นเด็กที่มีความเฉียบคมในเรื่องการสังเกต

อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กกิฟเต็ด (gifted child) ก็มีหลายสาขา

เช่น ผู้นำ ศิลป ดนตรี วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ ศักยภาพแตกต่างหลากหลายจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการวางแผน และออกแบบหลักสูตร

รู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนต้องการหลักสูตรที่แตกต่างจากเด็กอื่น ?

เด็กที่นั่งอยู่ในห้องเรียนตาแป๋ว ๆ ฟังครูบ้างไม่ฟังครูบ้างหากครูไม่ใส่ใจจะไม่มีทางรู้ ได้เลยว่าลูกศิษย์กำลังคิดอะไรอยู่ ทำแบบฝึกหัด หรือข้อสอบได้เพราะอะไรหรือทำไม่ได้เพราะอะไร หากครูใช้การสังเกต การพูดคุย กับเด็กก็จะรู้ว่าเด็กหลายคนแม้ว่าอาจมีคะแนนไม่ดี หรือคะแนนดีก็ตามทีปกติ เช่น บ่นว่าเบื่อ ง่ายเกินไป ครูจะเห็นได้ว่าที่เขาไม่ทำไม่ใช่เพราะความสามารถไม่มีแต่ขาดแรงจูงใจไม่อยากทำการปรับหลักสูตรและวิธีการสอนเด็กกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นมิฉะนั้นศักยภาพที่มีอยู่อาจถูกทำลาย หรือเด็กจงใจทำลายความสามารถของตนเองเพื่อให้เหมือนคนอื่น ๆ

หลักเกณฑ์ในการสร้างหลักสูตรสำหรับเด็กกิฟเต็ดมีดังนี้ คือ

    1. มีประเด็นของการเรียนรู้ที่ชัดเจน
    2. มีการสรรหาอุปกรณ์ต่าง ๆ มาประกอบการเรียนการสอน
    3. มีเนื้อหาของความลึกซึ้ง สลับซับซ้อน
    4. สอดแทรกด้วยวิธีคิดชั้นสูง
    5. มีกิจกรรมที่เปิดกว้าง
    6. มีกระบวนการค้นหาความรู้ความจริง
    7. สนับสนุนให้เกิดผลงานที่สร้างสรรค์
    8. สะท้อนความรู้จักตัวตนของผู้เรียน
    9. มีกระบวนการประเมินผลที่ชัดเจนและเหมาะสม

ทั้งนี้เพราะวิธีการสอนโดยทั่วไปไม่ท้าทาย เด็กพวกนี้ชอบของยาก ชอบประเด็นปัญหาที่ลึกซึ้งกว่าปกติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะพบว่าเด็กตัวเล็กนิดเดียวแต่สนใจเรื่อง จริยธรรม ปรัชญา ศาสนา หรือคณิตศาสตร์ ธรรมชาติศึกษาระดับสูงที่แม้แต่นักศึกษาบางคนยังไม่สนใจ เมื่อครูสอนเขียนบนกระดานดำว่า

12 + 13 =

หรือ

ก า อ่าน กา

ข า อ่าน ขา

 

จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเด็ก

การพัฒนาหลักสูตรมีแนวทางที่จะนำหลักการข้างบนมาสู่ภาคปฏิบัติได้ดังนี้ คือ

1. เน้นเรื่องแนวคิดหลัก ๆ เปิดประเด็นสำคัญ ๆ ตั้งคำถามสร้างแนวคิด หรือแสดงให้เห็นหลักการ
2. มุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานความรู้
3. เมื่อเด็กมีความรู้ หรือแสดงความรู้พื้นฐานเพียงพอ ให้นำความรู้ไปผสมผสานกับแนวคิดหรือหลักการอื่น
4. เน้นการศึกษาค้นคว้าการหาความรู้ความจริง การทำวิจัยทำโครงงานที่เน้นกระบวนการสร้างสรรค์ ใช้วิธีคิดที่แปลกใหม่กระตุ้นให้เกิดการหาแนวทางใหม่ ในการจดข้อสรุปหรือหาความรู้ความจริง
5. .เน้นการให้ความสำคัญกับกระบวนการกลุ่ม และการพัฒนาทักษะกระบวนการทางสังคม
6. ให้ความสำคัญกับความสนใจเฉพาะด้านของเด็ก ความกระหากอยากรู้ของเด็กต่อเรื่องต่าง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง
7. ฝึกฝนให้เกิดทักษะในการหาข้อมูลการทำงานด้วยตนเองการประเมินงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น ในการสอนวิชาภาษาอาจใช้ประเด็นต่าง ๆ ให้เด็กเขียนโดยใช้ความคิดที่หลากหลาย เช่น

จงแนะนำวิธีการที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ในหัวข้อต่อไปนี้

1. การออมทรัพย์



2. การจัดกิจกรรมนันทนาการในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ (ไม่นับรวมรายการโทรทัศน์และวิทยุ)



3. การประยุกต์ดัดแปลงเสื้อกันหนาวที่มีขนาดเล็กเกินไปที่คุณจะใส่อีก



4. การใช้เงินพิเศษของคุณที่จะซื้อของขวัญให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ



5. การอนุรักษ์พลังงานในบ้านของคุณ



เมื่อมีการออกแบบหลักสูตรแล้ว อาจใช้แบบประเมินของหลักสูตรนั้น เพื่อเป็นตัวประเมินว่าหลักสูตรที่เขียนให้เด็กนั้นเหมาะสมหรือไม่

แบบประเมินหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

ให้คะแนน 1-5              
 คะแนน 1 = อ่อนมาก                5 = ดีมาก

1. ให้ความสำคัญกับแนวคิดหลัก ๆ สาระสำคัญที่จำเป็นหรือไม่



2. มีกระบวนการที่บูรณาการความคิดต่าง ๆ หรือไม่



3. เป็นกิจกรรมที่ลงลึกในกระบวนการหาความรู้ความจริง



4.มีความต่อเนื่องในทุกระดับชั้นหรือไม่



5. ใช้กระบวนการทางความคิดระดับสูงหรือไม่



6. มีการผ่อนระยะเวลาหรือเพิ่มความซับซ้อนของเนื้อหากระบวนการหรือไม่



7. ให้ความสำคัญกับทักษะทางอารมณ์ สังคมไหม