|
รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
กรณี : ไผทอุดมศึกษา
เรื่อง
... อุษณีย์ โพธิสุข
เมื่อเอ่ยถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทีไรคนก็มักคิดถึงการประกวดแข่งขัน
การจัดโรงเรียนพิเศษ ล้วนแต่เป็นภาพการ คัด แล้ว แยก
ตามจริงแล้วการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ทำได้หลายวิธี
หลายระบบ และที่สำคัญคือการจัดการศึกษานั้นต้องเหมาะกับความต้องการทางการศึกษาของเด็กแต่ละคน
ประเทศไทยเราก็มีการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษมามากว่าสิบปีแล้ว
โครงการส่วนใหญ่ก็มักเน้นในระดับมัธยมศึกษา ส่วนในระดับประถมศึกษายังไม่มีการดำเนินการอย่างชัดเจนนัก
แต่หากมาพิจารณาดูหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมแล้วควรเริ่มมีการจัดการตั้งแต่เยาว์วัยจะทำให้ศักยภาพที่แฝงอยู่ในตัวมองเห็นชัดเจนขึ้น
ซึ่งความสามารถที่แฝงอยู่แม้จะมีมากมายเท่าใด หากไม่ได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมให้ถูกต้องและทันเวลา
ความสามารถนั้นก็จะลดน้อยถอยลง และอาจสูญสิ้นไปได้
ด้วยเหตุนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจึงได้สนับสนุนคณะผู้วิจัยจากศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันมาร่วมดำเนินการวิจัย
เพื่อหารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในระดับประถมศึกษา
ที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษาเพื่อหาคำตอบว่าเราจะมีวิธีในการสำรวจและเสาะหาเด็กกลุ่มนี้จากเด็กคนอื่นในชั้นเรียนได้อย่างไร
และเมื่อทราบว่าเด็กคนไทยมีแววใดแล้วควรจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ออกแบบไว้
จากผลการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 59
คน จากจำนวนเด็กนักเรียนทั้งหมด 530 คน ในชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ของโรงเรียนไผทอุมศึกษา โดยดำเนินการ 7 สาขาวิชา คือ
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ทัศนศิลป์ ดนตรี ทักษะการคิดและ
จิตวิทยาและแนะแนว ซึ่งดำเนินการวิจัยแบบลักษณะการวิจัยเชิงพัฒนาเป็นเวลา
1 ภาคการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาก่อนและหลังการทดลองเพื่อเตรียมการและเพื่อการสรุปผล
รวมทั้งสิ้นแล้วใช้เวลากว่าหนึ่งปี และมีคณะผู้วิจัยกว่า
30 ท่าน
ผลการวิจัยพบหลายอย่างที่น่าสนใจคือจำนวนของเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่คนทั่วไปชอบตั้งคำถามว่าเด็กกลุ่มนี้มีอยู่เท่าไร
โดยใช้วิธีการประเมินแบบเดียวกับการประเมินเด็กที่มีความบกพร่องทางกายหรือสมองที่สามารถเห็นได้นับได้ค่อนข้างง่ายกว่า
แต่จากการวิจัยพบว่าแต่ละสาขาวิชาจะพบเด็กกลุ่มนี้ประมาณ
2-3 % นั้นหมายถึงว่าความเชื่อที่ว่าเด็กกลุ่มนี้ในภาพรวมเป็นกี่เปอร์เซนต์นั้นไม่ใช่ตัวเลขที่เหมาะสม
และเชื่อว่ายังไม่มีใครสามารถบอกตัวเลขที่แท้จริงของเด็กกลุ่มนี้ได้เนื่องจากความหลากหลายทางศักยภาพของมนุษย์
หากมีการดำเนินการให้มากวิชา มากสาขาครอบคลุมความสนใจของเด็กได้
จากการวิจัยในครั้งนี้พบว่ามีเด็กถึง 11.13 เปอร์เซ็นต์
จาก 5 สาขา
กระบวนการคัดเลือก (Identification
process) ใช้วิธีการตรวจสอบที่มีข้อมูลมาจากหลายแหล่ง
และเป็นขั้นตอนนับแต่การตรวจสอบจากครู ซึ่งครูที่อยู่ในโครงการจะต้องเข้ารับการอบรมก่อนเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องบุคลิกลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านต่าง
ๆ จากการสังเกตในชั้นเรียน จากการร่วมกิจกรรม จากคะแนนผลการเรียนของแต่ละวิชา
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
และจากผลงานของเด็ก ขั้นต่อไปคือการนำเด็กที่เลือกมาแล้วประมาณ10-20
เปอร์เซนต์นี้มาทำการตรวจสอบ โดยกระบวนการตรวจสอบพิเศษของแต่ละสาขา
อาทิ สาขาดนตรี ก็จะตรวจสอบการรับทางการได้ยินความเฉียบคมในการแยกแยะเสียง
ฯลฯ เมื่อมีการทดสอบแล้วก็จะเลือกไว้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
ขั้นสุดท้ายคือการให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินอีกทีตามดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญ
การจัดการศึกษา
นักเรียนกลุ่มที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการแล้ว
จะจัดให้เด็กแต่ละกลุ่มเข้ากิจกรรมดังกล่าวอาทิตย์ละ 1
วัน ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาพิเศษแบบ Pullout Programกระบวนการเรียนการสอนของทุก
ๆ สาขาวิชาจะใช้ความคิดระดับสูงใช้กิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนเพื่อตอบสนองการพัฒนาสมองทุกด้าน
โดยสื่อที่เน้นทักษะความคิดและทักษะกระบวนการเฉพาะสาขาในระดับสูง
รวมไปถึงการบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ ด้วย
การประเมินผล
ใช้การประเมินผลจากข้อมูลหลายส่วนที่นอกเหนือจากการประเมินผลในระบบปรกติ
คือการทดสอบก่อน-หลังกิจกรรม การสังเกตพฤติกรรมและการตอบสนองระหว่างกิจกรรม
แบบทดสอบพัฒนาวิธีตรวจสอบความก้าวหน้า หรือดูทัศนคติ ความสนใจ
และศักยภาพที่จริงของเด็ก
ผลการวิจัย
ด้านการบริหาร เกิดการจัดระบบเวลาเรียนสำหรับเด็กพิเศษขึ้นมาในคาบการเรียนปรกติมีระบบการสร้างความเชี่ยวชาญให้กับครูเกี่ยวกับการสังเกตแววการจัดการศึกษา
และเกิดครูสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในระบบโรงเรียนขึ้นมา
ผลด้านการจัดการศึกษา
จากการประเมินผลทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของกิจกรรมที่นักเรียนเรียนในช่วงดำเนินการวิจัยในภาพรวมพบว่าทุกกลุ่มวิชาเด็กสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวหน้าและตอบสนองกิจกรรมที่ยากกว่าหลักสูตรปรกติได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากนั้นมีความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ ความสนใจการแสดงออก
การแสดงความคิดเห็น ความเชื่อมั่นต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน
และพบว่าทัศนคติ ตลอดจนความภาคภูมิใจในวิชาชีพของครูมีมากขึ้น
จากการดำเนินงานวิจัยครั้งนี้พบว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษในประเทศไทยยังขาดเครื่องมือที่จะใช้ตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสังคมไทยอยู่ในทุกสาขาวิชา
การใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกับการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าโครงการ
ตลอดจนการใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับโครงการ
จึงเป็นเรื่องจำเป็น และการจัดการศึกษาควรจะมีรูปแบบที่หลากหลาย
เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน และต้องพัฒนาด้านความคิด
สังคม และพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กควบคู่กับการส่งเสริมทางวิชาการ
เพื่อให้เกิดกระบวนการเสาะหาและพัฒนาเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐควรเร่งส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้และการบริหารอย่างเร่งด่วน
สถาบันที่ผลิตและพัฒนาบุคลากรต้องจัดให้มีการสอนเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
หน่วยงานของรัฐต้องให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว เพื่อให้ความรู้กับผู้ปกครองในการสนับสนุนบุตรหลานให้ถูกต้อง
และในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ควรให้ความสำคัญกับพัฒนาการด้านสังคม
อารมณ์ จริยธรรม และร่างกายไม่น้อยกว่าผลสัมฤทธิ์ นอกเหนือจากนั้นผู้เชี่ยวชาญที่จะพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษคง
ได้มีโอกาสได้รับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและวิธีการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
นอกจากนี้ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องมือ
การจัดการศึกษาและขยายการศึกษาไปยังสาขาอื่น ๆ กับเด็กต่างระดับชั้น
ต่างระดับความสามารถ และมีการวิจัยเปรียบเทียบกับต่างประเทศด้วย
รายละเอียดของงานวิจัยติดต่อได้ที่ศูนย์แห่งชาติเพื่อพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

|