ถ้าหากท่านติดตามข่าวสารทางการศึกษาในต่างประเทศก็จะเห็นว่าการฟ้องร้องมีมาหลายสิบปีแล้วเพราะเขามีกฏหมายการศึกษาที่ปกป้องสิทธิการเรียนของเด็ก
ๆ มานานเพื่อป้องกันการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่เหมาะสมกับลักษณะความต้องการทางการศึกษาของเด็ก
จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเด็กที่ถูกระบุว่าเป็นเด็กพิเศษอย่างผิดพลาดก็มีการฟ้องร้องกันอยู่เนือง
ๆ เช่น การระบุว่าเป็นเด็กปัญญาเลิศ เป็นเด็กปัญญาอ่อน
เพราะมีการใช้การตรวจสอบแบบไม่เหมาะสม และพบว่าพ่อแม่ของเด็กชนะเกือบทุกคดี
ในประเทศไทยก็เพิ่งจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ที่ถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ได้ระบุสิทธิของเด็กทุกประเภทไว้ชัดเจนและเกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็มีอยู่
5 มาตราด้วยกันคือ
มาตรา 10 วรรค 4 การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม
โดยคำนึงถึงความสามารถพิเศษต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม
โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น
มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้
ให้สถานศึกษาและหน่วยงานจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องตามความสนใจ
และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาต่าง
ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องมีลักษณะหลากหลาย
ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรคงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศไทย
โดยจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเพื่อการศึกษาดังนี้
(3) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเป็นพิเศษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นในการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ
โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรม
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความต้องการที่จะสร้างระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีความเสมอภาคทางการศึกษาและได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมเต็มตามศักยภาพของบุคคลเป็นเป้าหมายสำคัญด้านหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้
นั่นหมายความว่าขณะนี้หากบุคคลใดไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพของเขา
เขาก็สามารถเรียกร้องสิทธิที่มีอยู่ได้ และเชื่อว่าในอนาคตจะมีผู้ปกครองยื่นฟ้องรัฐบาล
หรือสถานศึกษาตามสิทธิที่ปรากฏใน พ.ร.บ.การศึกษาที่ระบุไว้
เพราะที่ผ่านมาก็มีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงเพราะความผิดพลาดและไม่เข้าใจเด็กที่มีลักษณะพิเศษ
เช่น กรณีของเด็กหญิงกร (นามสมมุติ) ที่เป็นเด็กพิการทางการได้ยินแต่กรเป็นเด็กฉลาดมากเรียนเก่งกว่าเด็กปกติทั่วไปจนได้ที่
1-2 เป็นประจำ เมื่อย้ายโรงเรียนใหม่ทางโรงเรียนที่มีเด็กพิเศษอยู่ในโรงเรียนก็ขอผลการทดสอบทางสติปัญญา
กรก็ไปวัดปรากฎว่าจากการทดสอบทางจิตวิทยาแบบที่ใช้กับเด็กปกติทำให้กรมีผลไอ.คิว.ต่ำมาก
ต้องอยู่ในชั้นเรียนสำหรับเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่องหรือไปหาโรงเรียนใหม่
และก็มีอีกหลายกรณีที่เด็กมีความสามารถพิเศษถูกวินิจฉัยผิดเพราะความไม่เข้าใจลักษณะอันซับซ้อนที่หลากหลายของเด็กลุ่มนี้
ในทุกกรณีผู้เสียหายไม่สามารถร้องเรียนจากที่ใดได้ง่ายนัก
ในการที่จะให้กฎหมายนี้ศักดิ์สิทธิ์และบรรลุผลได้จริงนั้น
เราคงต้องสร้างความพร้อมรองรับสิ่งที่เป็นเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติ
ผู้ที่ได้รับผลที่เกิดจากการวินิจฉัยผิดพลาด หรือจากการจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องร้องเรียนได้
ในการวินิจฉัยคดีทางการศึกษาต้องมีองค์ประกอบหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง
เช่น การวินิจฉัยที่เชื่อมั่นได้ การจัดการศึกษาที่เหมาะสม
ปัญหาอยู่ที่ว่าคำว่าเชื่อมั่นได้เหมาะสมหมายถึงอะไร
ในการวินิจฉัยที่ดีนั้นควรมีองค์ประกอบดังนี้
- แบบทดสอบที่เป็นมาตรฐานหรือเชื่อมั่นได้หรือมีความเหมาะสมกับลักษณะพิเศษด้านต่างๆ
- กระบวนการทดสอบที่ดี
- บุคลากรมีความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ
พบว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้นมาจากทั้งสามส่วนเกือบทั้งสิ้น
ดังนั้นการเร่งสร้างแบบทดสอบมาตรฐาน หรือเครื่องมือที่ตรวจสอบศักยภาพการพัฒนาบุคลากรผู้ชำนาญการกับกลุ่มเด็กพิเศษต่าง
ๆ รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบที่เชื่อมั่นได้เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว
เพราะหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นในขณะนี้ก็อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ
ตั้งแต่องค์กรที่รับผิดชอบ วิธีดำเนินการ และขั้นตอนทางกฎหมาย
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องมีความละเอียดอ่อนมิฉะนั้นความเจ็บปวดหรือเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวเด็กเอง และการวินิจฉัยที่ผิดพลาดก็จะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่ผิดพลาดด้วย
ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยที่ถูกต้องก็ยังมีการจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสมได้เสมอ
ๆ และสามารถเป็นอีกประเด็นหนึ่งของการฟ้องร้องได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีเกณฑ์ที่ชี้วัดทางวิชาการได้ว่าอะไรคือความเหมาะสม
ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการดำเนินคดีทางการศึกษาจะมีขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนที่ระบุถึงเกณฑ์ด้านต่าง
ๆ จะมีขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนที่ระบุถึงเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งไม่ให้เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความโดยทันที
ผู้เสียหายต้องมีการร้องเรียนและมีผู้เชี่ยวชาญดูแล 3-4
ขั้นตอน จึงให้มีการป้องกันได้เพราะโรงเรียนและนักเรียนไม่ควรมีสภาพความสัมพันธ์เช่นผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง
หรือผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่บุคคลต้องได้รับการประกันด้านสิทธิอย่างยุติธรรมและทันกาล
ไม่แน่นักในอนาคตอันใกล้อาจมีคดีเช่นเดียวกับ น.ส.เคทในเมืองไทยเกิดขึ้นก็เป็นได้
คุณครูควรระวัง