ยุคแห่งการฟ้อง : ข้อพึงระวังของคุณครู

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมามีข่าวจาก BBC ว่า น.ส.เคท นอร์ฟอร์ด อดีตนักเรียนโรงเรียน Hurstpierpont College ประเทศอังกฤษ เรื่องมีอยู่ว่า น.ส.เคทเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี และโรงเรียนคู่กรณีที่น.ส.เคทเคยเรียนนี้ก็เป็นโรงเรียนเอกชนที่พอมีชื่อเสียง เก็บค่าเล่าเรียนเทอมละ 4,000 ปอนด์ เคทได้เกรด A ในวิชาประวัติศาสตร์ และ B ในวิชาภาษาฝรั่งเศส แต่มาตกในวิชาภาษาละติน การที่เธอตกวิชานี้ส่งผลถึงการเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เคทต้องการเข้าเรียนสาขานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ดี พ่อของเคทกล่าวว่าเคทเป็นเด็กฉลาด และเธอควรได้เกรด A ภาษาละติน เพราะเธอตั้งใจเรียนและมีมานะมาก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการฟ้องร้องต่อศาลสูงเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่มีต่ออนาคตของเธอเป็นเงิน 150,000 ปอนด์ ทางโรงเรียนก็กล่าวแสดงความเสียใจอย่างมากต่อเรื่องนี้ และบอกว่าครูคนที่สอนภาษาละตินให้กับเคทนั้นได้ลาออกไปทำงานโรงงานแล้ว และทางโรงเรียนก็ได้ครูคนใหม่ที่สอนเก่งและมีประสบการณ์มาสอนแทนเชื่อว่าคงไม่มีปัญหาเช่นนี้อีก แต่อย่างไรเสียทางโรงเรียนก็คงไปต่อสู้ในศาลเกี่ยวกับกรณีของเคท

ถ้าหากท่านติดตามข่าวสารทางการศึกษาในต่างประเทศก็จะเห็นว่าการฟ้องร้องมีมาหลายสิบปีแล้วเพราะเขามีกฏหมายการศึกษาที่ปกป้องสิทธิการเรียนของเด็ก ๆ มานานเพื่อป้องกันการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่เหมาะสมกับลักษณะความต้องการทางการศึกษาของเด็ก จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเด็กที่ถูกระบุว่าเป็นเด็กพิเศษอย่างผิดพลาดก็มีการฟ้องร้องกันอยู่เนือง ๆ เช่น การระบุว่าเป็นเด็กปัญญาเลิศ เป็นเด็กปัญญาอ่อน เพราะมีการใช้การตรวจสอบแบบไม่เหมาะสม และพบว่าพ่อแม่ของเด็กชนะเกือบทุกคดี

ในประเทศไทยก็เพิ่งจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ได้ระบุสิทธิของเด็กทุกประเภทไว้ชัดเจนและเกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็มีอยู่ 5 มาตราด้วยกันคือ

มาตรา 10 วรรค 4 “การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถพิเศษต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น”

มาตรา 22 “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”

มาตรา 24 “การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องตามความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล”

มาตรา 28 “ หลักสูตรการศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ”

มาตรา 60 “ ให้รัฐจัดสรรคงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศไทย โดยจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเพื่อการศึกษาดังนี้
(3) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเป็นพิเศษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นในการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

ความต้องการที่จะสร้างระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีความเสมอภาคทางการศึกษาและได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมเต็มตามศักยภาพของบุคคลเป็นเป้าหมายสำคัญด้านหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้ นั่นหมายความว่าขณะนี้หากบุคคลใดไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพของเขา เขาก็สามารถเรียกร้องสิทธิที่มีอยู่ได้ และเชื่อว่าในอนาคตจะมีผู้ปกครองยื่นฟ้องรัฐบาล หรือสถานศึกษาตามสิทธิที่ปรากฏใน พ.ร.บ.การศึกษาที่ระบุไว้ เพราะที่ผ่านมาก็มีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงเพราะความผิดพลาดและไม่เข้าใจเด็กที่มีลักษณะพิเศษ เช่น กรณีของเด็กหญิงกร (นามสมมุติ) ที่เป็นเด็กพิการทางการได้ยินแต่กรเป็นเด็กฉลาดมากเรียนเก่งกว่าเด็กปกติทั่วไปจนได้ที่ 1-2 เป็นประจำ เมื่อย้ายโรงเรียนใหม่ทางโรงเรียนที่มีเด็กพิเศษอยู่ในโรงเรียนก็ขอผลการทดสอบทางสติปัญญา กรก็ไปวัดปรากฎว่าจากการทดสอบทางจิตวิทยาแบบที่ใช้กับเด็กปกติทำให้กรมีผลไอ.คิว.ต่ำมาก ต้องอยู่ในชั้นเรียนสำหรับเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่องหรือไปหาโรงเรียนใหม่ และก็มีอีกหลายกรณีที่เด็กมีความสามารถพิเศษถูกวินิจฉัยผิดเพราะความไม่เข้าใจลักษณะอันซับซ้อนที่หลากหลายของเด็กลุ่มนี้ ในทุกกรณีผู้เสียหายไม่สามารถร้องเรียนจากที่ใดได้ง่ายนัก

ในการที่จะให้กฎหมายนี้ศักดิ์สิทธิ์และบรรลุผลได้จริงนั้น เราคงต้องสร้างความพร้อมรองรับสิ่งที่เป็นเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติ ผู้ที่ได้รับผลที่เกิดจากการวินิจฉัยผิดพลาด หรือจากการจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องร้องเรียนได้

ในการวินิจฉัยคดีทางการศึกษาต้องมีองค์ประกอบหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การวินิจฉัยที่เชื่อมั่นได้ การจัดการศึกษาที่เหมาะสม ปัญหาอยู่ที่ว่าคำว่าเชื่อมั่นได้เหมาะสมหมายถึงอะไร

ในการวินิจฉัยที่ดีนั้นควรมีองค์ประกอบดังนี้

    1. แบบทดสอบที่เป็นมาตรฐานหรือเชื่อมั่นได้หรือมีความเหมาะสมกับลักษณะพิเศษด้านต่างๆ
    2. กระบวนการทดสอบที่ดี
    3. บุคลากรมีความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ

พบว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้นมาจากทั้งสามส่วนเกือบทั้งสิ้น ดังนั้นการเร่งสร้างแบบทดสอบมาตรฐาน หรือเครื่องมือที่ตรวจสอบศักยภาพการพัฒนาบุคลากรผู้ชำนาญการกับกลุ่มเด็กพิเศษต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบที่เชื่อมั่นได้เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นในขณะนี้ก็อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ ตั้งแต่องค์กรที่รับผิดชอบ วิธีดำเนินการ และขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องมีความละเอียดอ่อนมิฉะนั้นความเจ็บปวดหรือเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวเด็กเอง และการวินิจฉัยที่ผิดพลาดก็จะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่ผิดพลาดด้วย ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยที่ถูกต้องก็ยังมีการจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสมได้เสมอ ๆ และสามารถเป็นอีกประเด็นหนึ่งของการฟ้องร้องได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีเกณฑ์ที่ชี้วัดทางวิชาการได้ว่าอะไรคือความเหมาะสม

ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการดำเนินคดีทางการศึกษาจะมีขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนที่ระบุถึงเกณฑ์ด้านต่าง ๆ จะมีขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนที่ระบุถึงเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งไม่ให้เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความโดยทันที ผู้เสียหายต้องมีการร้องเรียนและมีผู้เชี่ยวชาญดูแล 3-4 ขั้นตอน จึงให้มีการป้องกันได้เพราะโรงเรียนและนักเรียนไม่ควรมีสภาพความสัมพันธ์เช่นผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง หรือผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่บุคคลต้องได้รับการประกันด้านสิทธิอย่างยุติธรรมและทันกาล ไม่แน่นักในอนาคตอันใกล้อาจมีคดีเช่นเดียวกับ น.ส.เคทในเมืองไทยเกิดขึ้นก็เป็นได้ คุณครูควรระวัง