เด็กคนหนึ่งเรียนเก่งมาก เรียนอยู่ชั้น
ม.4 ไปสอบเทียบจนจบชั้น ม.6 ได้ จึงไปสอบ เอนทรานซ์ผลก็คือสามารถสอบเข้าได้ลำดับต้น
ๆ ในคณะที่คนแย่งกันมากที่สุดคณะหนึ่ง เป็นที่ชื่นชมกับคนทั้งหลายยิ่งนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อมวลชนรู้ว่าอายุน้อยมากว่าคนอื่น
ๆ ก็สัมภาษณ์กันเป็นที่น่าทึ่งยิ่งนัก สองปีผ่านไป น้องน้อยของคณะแทนที่จะเป็นเด็กเรียนเก่งกว่าใคร
ๆ กลับสอบตกและโดนให้ออกจากการเรียน เด็กน้อยหน้าใสสายตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้หายไปแล้ว
เหลือแต่ชายหนุ่มขี้เหล้าเมายา เรียนไม่ดี ซึ่งมีเรื่องเล่าขานกันว่า
เมื่อเข้าไปใหม่ก็มีเพื่อนโข่งและรุ่นพี่พาเที่ยวสารพัดรูปแบบ
ทำให้เด็กน้อยผู้ไม่เท่าทันเพราะมัวแต่เจอภาคทฤษฎี เมื่อมาเจอภาคปฏิบัติหลากหลายรูปแบบจึงไม่สามารถเอาตัวรอดได้
นั่นคือผลพวงแห่งการไม่สุกงอมของวุฒิภาวะทางสังคม ถือว่าเป็นปัญหาที่คนทั่วไปเป็นห่วง
นอกจากกรณีของเด็กที่สอบเทียบ ก็ยังมีเด็กที่เรียนข้ามชั้น
2-3 ปี เขาสารภาพว่ามีความรู้สึกว่าเป็นลูกไล่ของเพื่อนตลอดเวลา
เวลาเพื่อนไปเที่ยวกันก็บอกว่าเธอยังเด็กอย่าไป ความรู้สึกแปลกแยกเกิดขึ้นตลอดเวลา
หากย้อนอดีตได้เขาจะไม่ยอมเรียนข้ามชั้นเป็นอันขาด แล้วยังเด็กที่เคยเข้าโครงการเรียนแบบย่นระยะเวลาจาก
3 ปีเหลือ 2 ปี พ่อแม่กลัวลูกเป็นเด็กไม่เก่งก็ให้กวดวิชาจนได้เข้าไปในโครงการ
เมื่อเข้าไปแล้วก็ยิ่งเครียดเพราะต้องเรียนเร็วกว่าปกติถึงเท่าตัว
เพราะครูต้องเผื่อเวลาให้เด็กจบก่อนกำหนด เพื่อมีเวลาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้อีก
กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหลายดูเหมือนเป็นข้อคัดค้านไม่ให้มีการเลื่อนชั้นเรียนให้กับเด็ก
แม้ว่าเด็กจะเก่งก้าวหน้าปานใด อย่ากระนั้นเลย ลองดูว่าต่างประเทศเขาคิดอย่างไรกัน
ในต่างประเทศก็มีความกังวลของผู้ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเด็กว่าผลเสียจะเกิดขึ้น
ขนาดผลไม่ที่สุกไม่ได้ที่แล้วไปเร่งยังกินไม่ได้เลย คนที่เรียนเร็วเกิดไปก็จะอ่อนหัดหรือปรับตัวไม่ได้
การทำการวิจัยเพื่อหาข้อเท็จจริงจึงเกิดขึ้นทั่วโลก พบว่าเด็กบางคนสามารถเรียนและประสบความสำเร็จจริงได้อย่างดี
แต่ก็มีบางคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีความสุขเพราะความต่างวัยเป็นเหตุ
คำตอบนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะไม่เห็นมีแนวทางให้เรารู้ว่า
แล้วมีเกณฑ์อะไรที่บอกให้เรารู้ว่าควรมีการสนับสนุนหรือไม่
มีเกณฑ์แนะนำว่า ถ้าจะให้เด็กเลื่อนชั้นเร็วกว่าเพื่อน
ต้องตอบคำถามต่อไปนี้คือ
- เขาเรียนเร็วกว่าเพื่อนถึง 2-3 ระดับชั้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย
ในทุกวิชาหรือไม่?
- เขาชอบคบเด็กโตกว่าวัยและมีความสุขที่ได้คบคนโตกว่าตลอดเวลาหรือไม่?
- เขาอยากเรียนในชั้นโตกว่าหรือไม่?
- เขาคิดถึงเพื่อนไม่อยากจากเพื่อนหรือไม่?
- เขามีวุฒิภาวะทางอารมณ์มั่นคง และมีการปรับตัวทางสังคมที่ดีหรือไม่?
- หากเขาอยากกลับมาเรียนกับเพื่อนชั้นเดิม
เขาสามารถกลับมาได้โดยที่ไม่เป็นการสร้างความล้มเหลวให้เด็กหรือไม่?
- มีการดูแลเด็กอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการเรียน
สังคมและพัฒนาการทางกายหรือไม่?
หากครูสามารถตอบคำถามได้ว่าเด็กมีความสามารถทั้งด้านกาย
อารมณ์ สังคมอย่างที่ว่าก็ควรให้เด็กได้เรียนชั้นที่สูงกว่า
โดยมีการดูแลอย่างใกล้ชิด จากงานวิจัยชี้ให้เห็นปัญหาจากการเลื่อนชั้นโดยปราศจากการไตร่ตรองให้รอบคอบและชี้ให้เห็นประโยชน์ที่เด็กได้รับโอกาสที่เรียนรู้อย่างมีความสุข
และมีพัฒนาการทุกด้านได้ดี เด็กที่พร้อมจึงควรได้รับโอกาส
และวิธีการเช่นนี้เมื่อใช้กับเด็กที่เหมาะสมจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ในบ้านเราก็เช่นกัน เด็กหลายคนเรียนก่อนวัย เพราะสอบเทียบก็สามารถเรียนได้ดี
มีการปรับตัวดี ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และเด็กที่อยู่ในโครงการเร่งเรียนหลายคนก็มีความสุขกว่าเดิมที่ไม่ต้องทนเรียนอะไรที่ช้ากว่าความสามารถของเขา
การวิเคราะห์ภาพที่แท้จริงจึงควรมีการพิสูจน์
ตัวอย่างของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่นำมาปฏิบัติจริงในบ้านเรา
คือบางโรงเรียนมีโครงการเร่งเรียน เช่น 3 ปี เหลือ 2 ปี
หรือ 2 ปีครึ่ง พบว่า มีปัญหานับแต่การคัดเลือกที่คำนึงถึงการใช้เกณฑ์ผลการเรียนเป็นหลัก
ซ้ำเด็กบางคนถูกเร่งเรียนเกินขีดความสามารถที่แท้จริง
เมื่อมาอยู่ในโครงการที่ย่นระยะเวลาเรียนก็เกิดความเครียด
ส่วนเด็กที่เรียนเร็วกว่าเพื่อนได้จริงก็มีความสุขกว่าเดิมเพราะเขาไม่ต้องนั่งทนรอคนอื่น
ดังนั้นการเลือกเด็กควรต้องดูหลาย ๆ เกณฑ์ประกอบกัน
ยิ่งมากถึงขั้นกระบวนการเรียนการสอน
บางโรงเรียนการย่นระยะเวลาให้เหลือน้อยปี กลายเป็นว่าในเวลาเรียนต่อวันของเด็กต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง
2-3 คาบเรียน ก็คือไม่ได้ย่นเวลาจริง ๆ แต่ดูเหมือนเวลาลด
ผลก็คือเด็กเหนื่อย เพราะแต่ละวันต้องเรียนยาวขึ้น การปฏิบัติเช่นนี้ไม่ได้ช่วยเด็กที่มีความสามารถพิเศษเลย
เพราะเด็กพวกนี้ต้องการขอเวลาเรียนให้น้อยกว่าเด็กอื่นๆ
ไม่ได้ลด แถมตอนเย็นแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบกลับต้องมานั่งเรียน
ทนเรียน (ที่แสนเบื่อ) ที่สำคัญทางโรงเรียนต้องไม่ลืมว่าโครงการลักษณะที่มักจะมีพวกถูกเร่งตั้งแต่ลืมตาดูโลก
พ่อแม่สารพัดเร่ง เด็กต้องเรียนกวดวิชาตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นดี
คะแนนเรียนในช่วงที่พ่อแม่ควบคุมได้ย่อมดีกว่าเด็กทั่วไป
เมื่อมีโครงการเช่นนี้ พ่อแม่มักผลักดันให้ลูกเข้าโครงการ
(จนได้) ผลที่ตามมาในระยะสั้นที่เห็นได้ชัดเจน คือความเครียดของเด็ก
อารมณ์แจ่มใสเด็กหายไป เวลาส่วนตัวที่เด็กจะเป็นอิสระไม่มี
สิ่งนี้คืออันตรายทางกระบวนการเรียนรู้ บางคนกลายเป็นคนหันหลังให้การเรียนรู้
หลายคนทำร้ายตนเอง โครงการเช่นนี้ควรส่งเสริม แต่ต้องดำเนินการอย่างมีหลักการ
มีวิธีการที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กจริง ๆ
เป็นที่น่าเสียดายว่า ที่ผ่านในบ้านเราเมื่อจะทำการสนับสนุนเด็กก็ขาดการวิจัยรองรับโครงการต่างๆ
จึงมักเกิดขึ้นจากการคาดเดา และการด่วนสรุปของผู้มีอำนาจ
เราจึงเห็นผลกระทบทั้งบวกและลบ บางครั้งเกือบจะเท่า ๆ
กัน ในอนาคตข้างหน้าหากใครเสนอแนวคิดน่าที่จะนำเสนอการตรวจสอบความเป็นไปได้
และรับประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ผู้เขียนคิดว่าการย่นระยะเวลาการเรียนเป็นเทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งสำหรับเด็กกลุ่มนี้
หากทำด้วยความเข้าใจ
ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศึกษาพิเศษ
มหาวิทยาลัยศรีนครคินทรวิโรฒประสานมิตร และผู้อำนวยการศูนย์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ