พหุปัญญา

เรื่อง ... อารี สัณหฉวี และ อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


หากท่านผู้อ่านที่เป็นสมาชิกประจำของ สานปฏิรูป มาระยะหนึ่งแล้ว ท่านอาจเคยได้อ่านเรื่องของน้องออม น้องโจ และน้องเก่งมาบ้าง เด็กทั้ง 3 คนเป็นตัวแทนเด็กไทยที่ถูกทำร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจจากความไม่เข้าใจของระบบการศึกษาไทย ทั้งที่เด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษในระดับที่สูงมาก แต่เพราะไม่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ ไม่เข้าใจเรื่องธรรมชาติของเด็กอย่างเพียงพอ ทำให้ครูต้องมีส่วนทำลายศักยภาพของเด็กแทนที่จะส่งเสริมความสามารถที่มีอยู่ของพวกเขาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ความเข้าใจผิดดังกล่าวมิใช่เกิดขึ้นแต่เฉพาะบ้านเราเท่านั้น แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก ก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่มาก สังคมยังให้ความสำคัญกับระบบคะแนนระบบ IQ และการแสดงออกถึงความปราดเปรื่องต่าง ๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าเด็กเหล่านั้นจะมีหนทางนำเอาความสามารถดังกล่าวไปยังประโยชน์กับตนเอง เรียกได้ว่าฉลาดแต่ขาดประโยชน์ในขณะที่เด็กบางคนไม่ได้แสดงออกถึงความชาญฉลาดทางความคิด แต่มีความสามารถบางประการที่น่าทึ่ง

กรณีศึกษาหลายกรณีได้ทำให้วงการศึกษาและวงการจิตวิทยาตระหนักว่า ความเข้าใจของนักวิชาการต่าง ๆ อาจผิดพลาดมานาน จนเป็นเหตุให้เด็ก ๆ เรียนรู้อย่างไร้สุข เติบโตด้วยความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนั้นมีศักยภาพแฝงเร้นพอที่จะเป็นอัจฉริยะบุคคลในอนาคตได้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ในประเทศในประเทศที่กฎหมายว่าด้วยสิทธิเด็กชัดเจนหรือกฎหมายการศึกษารับประกันเรื่องความแตกต่างของเด็กจะเกิดการฟ้องร้องระหว่างผู้ปกครองและสถาบันการศึกษาเป็นประจำ นอกจากจากประวัติอัจฉริยบุคคลในอดีตและในปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า การศึกษาที่ผ่านมาของเราผิดพลาดอย่างขนานใหญ่ ซึ่งทำให้คนมีหน้าที่เป็นเพียงแค่เฟืองเล็ก เฟืองใหญ่ ที่มุ่งเดินตามเครื่องจักรที่ตั้งโปรแกรมไว้

สองทศวรรษที่ผ่านมา วงการศึกษาทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับความสามารถที่หลากหลายมากขึ้นเปิดใจกว้างมากขึ้น ซึ่งในฉบับนี้ขอนำเสนอมุมมองที่กำลังได้รับความสนใจจากนักการศึกษาทั่วโลกทฤษฎีหนึ่งที่ Howard Gardner คิดขึ้นมาคือทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งที่เน้นความสามารถที่หลากหลาย Howard Gardner เป็น เป็นคนหนึ่งที่พยายามรณรงค์ให้ครูมองกว้างขึ้นยอมรับความแตกต่างหลากหลายของเด็กมากขึ้น โดยเสนอแนวคิดของเขาว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายแบบ

ปัญญาแปดด้าน

การ์ดเนอร์จำแนกความสามารถหรือปัญญา ( Intelligence) ของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้านคือ :

ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือความสามารถสูงในการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด เช่นนักเล่านิทาน นักพูด นักการเมือง หรือการเขียน เช่น กวี นักเขียนบทละคร บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาทางด้านนี้ยังรวมถึงความสามารถในการจัดกระทำเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษาเสียง ความหมาย และเรื่องเกี่ยวกับภาษา เช่น สามารถใช้ภาษาในการหว่านล้อม อธิบาย และอื่น ๆ

ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) เป็นความสามารถสูงในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และผู้ให้เหตุผลดี เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปัญญาทางด้านนี้ยังรวมถึงความไวในการเห็นความสัมพันธ์แบบแผนตรรกวิทยา การคิดเชิงนามธรรมและการคิดที่เป็นเหตุผล (cause-effect) และการคิดคาดการณ์ (if-then) วิธีการที่ใช้ได้แก่ การจำแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน สรุป คิดคำนวณ และตั้งสมมติฐาน

ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence ) คือความสามารถสูงในการมองเห็นพื้นที่ ได้แก่ นายพราน ลูกเสือ ผู้นำทาง และสามารถปรับปรุงและคิดวิธีการใช้เนื้อที่ได้มี เช่น สถาปนิก มัณฑนากร ศิลปิน นักประดิษฐ์ ปัญญาด้านนี้รวมไปถึงความไวต่อสี เส้น รูปร่าง เนื้อที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังหมายถึง ความสามารถที่จะมองเห็นและแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับพื้นที่

ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily kinesthetic Intelligence) คือความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตนแสดงความคิด ความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นาฏกร นักฟ้อนรำ และความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ เช่น ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส

ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถสูงในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความคิดและเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมไปถึงความไวในการสังเกต น้ำเสียง ใบหน้า ท่าทาง ทั้งยังมีความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆ ของสัมพันธภาพของมนุษย์ และสามารถตอบสนองได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถทำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลปฏิบัติตาม

ปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถสูงในการรู้จักตนเองและสามารถประพฤติตนได้จากความรู้จักตนนี้ ความสามารถในการรู้จักตนจะได้แก่ รู้จักตนเองตามความเป็นจริง เช่น มีจุดอ่อน จุดแข็งเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความปรารถนาของตน มีความสามารถที่จะฝึกตนเอง และเข้าใจตนเอง

ปัญญาทางด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) คือความสามารถในการรู้จักธรรมชาติของพืชและสัตว์ สามารถจัดจำแนกประเภท ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นผู้หนึ่งที่มีปัญญาทางด้านนี้สูง

ทฤษฎีทางปัญญาดังกล่าวพัฒนามาจากความรู้เรื่องการทำงานของสมองว่า สมองส่วนต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ต่างกัน ที่ทำให้คนบางคนอาจมีความสามารถบางประการโดดเด่นเป็นอัจฉริยะ ในขณะที่ความสามารถด้านอื่น ๆ ต่ำกว่าคนปกติมากมาย

นอกจากนั้นเขายังศึกษาคนที่โดดเด่นด้านต่าง ๆ ว่า คนที่เก่งคณิตศาสตร์กับศิลปะหรือด้านอื่น ๆ แต่ละคนก็มีพัฒนาการที่หลากหลายและประสบความสำเร็จในระดับอายุที่ต่างกัน ความจริงเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทายวิชาจิตวิทยาพัฒนาการที่เราร่ำเรียนกันมาจริง ๆ

ทฤษฎีของ Howard Gardner ได้รับการต้อนรับจากทั่วโลกเพราะงานวิจัยทางด้านสมองและการเรียนรู้ที่ตีพิมพ์อยู่มากมายทั่วโลกช่วยสนับสนุนแนวคิดของเขาให้ชัดเจนมากขึ้นนอกเหนือจากนั้นความสามารถบางประการที่ไม่เคยปรากฎอยู่บนแผนผังของหลักสูตรใด ๆ ก็เริ่มถูกนำมาวิเคราะห์และหาหนทางที่จะมาพัฒนาเด็ก ๆ ทั้งเด็กปรกติ เด็กที่มีภาวะบกพร่องและเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เช่นปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง และปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง และปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา

ทฤษฎีของ Howard Gardner จะมีบทบาทอย่างไรต่อวงการศึกษาทั่วโลก ในอนาคตก็คงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองที่แน่ ๆ คือ เขาได้ชี้นำให้นักศึกษาเห็นถึงความผิดพลาดจริง ๆ ที่เราปฏิบัติกันอยู่

ทฤษฎีของ Howard Gardner ในวงการศึกษาคงไม่สำคัญสาระการศึกษา และต้องเปลี่ยนมุมมองในเรื่องความสามารถของเด็กแต่ละคน การนำเด็กอายุเดียวกันเรียนชั้นเดียวกัน วัดผลเหมือนกัน คงเป็นตำนานในอนาคตว่า ครั้งหนึ่งเราเคยสอนเด็กประดุจฟาร์มเลี้ยงไก่กันมานานหลายทศวรรษ

การศึกษาไทยวันนี้คงเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการปิดฉากอุตสาหกรรมปั้นเด็กอย่างเป็นทางการในอนาคตเราก็คงได้เห็นเด็กเก่งขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีค่าต่อสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่