ผมชอบตัวเลข


หลังจากฟังคุณแม่อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอนเป็นประจำทุกคืนมาได้ระยะหนึ่ง บ๊วย ด.ช.ดิเรก พรหมสาขา ณ สกลนคร ก็หยิบนิทานเหล่านั้นมาอ่านให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ สร้างความแปลกใจให้ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่น้อยเพราะขณะนั้นหนูน้อยมีอายุเพียง 2 ขวบ 6 เดือน

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พ่อดุสิตและแม่สุกัญญามองเห็นแววความฉลาดของลูกชาย จึงเริ่มสอนบ๊วยมีความสามารถทางคณิตศาสตร์มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ปีที่แล้วขณะอยู่ชั้น ป.5 รายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งทำการทดสอบพบว่า บ๊วยมีความรู้ความสามารถทางคณิตศาสตร์เทียบเท่าเด็กชั้น ม. 3

บ๊วยเล่าให้ฟังว่าชอบตัวเลขมากตั้งแต่อายุ 5 ขวบขณะที่เพื่อนเพิ่งเริ่มเรียนเลข บ๊วยสามารถท่องสูตรคูณ หารเลข รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ นำหน้าเพื่อนวันเดียวกันไปหลายปี ขณะเรียนอยู่ชั้น ป.4-5 ครูประจำชั้นถึงกับไว้วางใจให้บ๊วยเป็นผู้ช่วยสอน ช่วยอธิบายโจทย์คณิตศาสตร์ให้เพื่อนๆ ที่ไม่เข้าใจฟังตอนท้ายชั่วโมง แทนที่จะต้องมารอถามครูคนเดียว

“แต่เพื่อน ๆ ไม่ค่อยมาถามเท่าไรรอจนพักเที่ยงหรือเลิกเรียนแล้วจึงมารุมถามกันหลายคน ผมเลยมีหน้าที่ช่วยสอนการบ้านเลขให้เพื่อน” บ๊วยเล่าพลางหัวเราะ และเผยว่าก่อนจะมาถึงวันนี้เขามีปัญหากับความสามารถพิเศษของตนเองพอสมควร

“ตอนนั้นครูสอนวิธีคำนวณหาความสูงของต้นไม้ ผมก็นั่งคิดตามไปจนได้วิธีคำนวณอีกแบบหนึ่งที่ต่างจากครู จึงพูดออกไป แต่ครูกลับพูดขึ้นว่า “นี่เธอเพื่อน ๆ ยังเรียนอยู่ในห้อง เขาไม่เข้าใจเธอหรอก จำได้ว่าวันนั้นผมหน้าเสียรู้สึกอายมากครับ” หลังจากนั้นหากคิดอะไรได้ในห้องเรียน บ๊วยจะเขียนลงสมุดเล่มหนึ่งที่แม่จัดไว้ให้ เพื่อระบายความคิดออกมาโดยไม่ต้องพูดรบกวนครูหรือเพื่อนในห้องเรียน

นอกจากคณิตศาสตร์แล้ว บ๊วยยังทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ได้ดี พร้อมยอมรับว่าตนเองไม่ถนัดวิชาศิลปะ แต่ครูจะบอกให้เด็กทุกคนต้องวาดรูปให้ดีบางครั้งบ๊วยคิดว่า ตนเองวาดรูปสุดฝีมือแล้วแต่กลับไม่ดีเท่าที่ครูต้องการ บ๊วยคิดว่าครูน่าจะดูว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถอะไร แล้วส่งเสริมในด้านนั้นจะดีกว่า

ปัจจุบันบ๊วยอายุ 11 ปี แต่มีความรู้ความสามารถทางคณิตศาสตร์เท่าเด็กวัย 14-15 ปี ทำให้บ๊วยรู้สึกว่าห้องเรียนในปัจจุบันไม่สามารถสนองความต้องการเรียนรู้ของตนได้เต็มที่ เพราะบ่อยครั้งที่บ๊วยไปถามครูเกี่ยวกับข้อสงสัยในเนื้อหาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมแล้วมักไม่ได้รับคำตอบ บ๊วยจึงอยากให้โรงเรียนมีห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีครูแต่ละวิชาอยู่ตามมุมต่าง ๆ แล้วให้เด็กนักเรียนสามารถเข้าไปพูดคุยสอบถามสิ่งที่อยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาวิชาในระดับชั้นใด

แม้จะเป็นหนูน้อยอัจฉริยะ แต่บ๊วยไม่ได้คร่ำเคร่งอยู่กับตำราตลอดเวลาทุกสุดสัปดาห์บ๊วยมีหน้าที่ขัดห้องน้ำถูหัวเตียง เปลี่ยนผ้าปูที่นอน และล้างจานยามว่างผ่อนคลายด้วยการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีข้อตกลงพับพ่อว่าเล่นได้ไม่เกินครั้งละ 1.5 ชั่วโมง เพราะจะทำให้สายตาเสีย อ่านหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะวรรณกรรมแปลชุด ห้าสหายผจญภัยมากนัก แต่เร็ว ๆ นี้บ๊วยกำลังจะเข้าร่วมโครงการ “ค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร (Permanent Science Camp)” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ตามความสนใจร่วมกับผู้ที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อร่วมเรียนและทำการทดลองวิทยาศาสตร์ตามความสนใจร่วมกับผู้ที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่ในระดับมัธยมและอุดมศึกษามีบ๊วยและเพื่อนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นเด็กประถม ค่ายนี้จึงเสมือนการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่บ๊วยนับวันรอที่จะเรียนรู้อย่างใจจดใจจ่อ