หลังจากอยู่ที่อเมริกามาหลายเดือนนอกจากการสอนนักศึกษาปริญญาเอกสาขาการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษที่มหาวิทยาลัยอริโซน่า
และทำงานวิจัย ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ระบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษและบางครั้งก็ไปช่วยเขาคัดเลือก
ให้คำแนะนำในการจัดการศึกษาหรือการสอนเด็กพิเศษ นอกจากนั้นก็ยังได้ไปทำงานที่อื่น
ๆ เช่น ในย่านอินเดียนแดงหรือย่านแม็กซิกัน รวมถึงย่านคนผิวขาวที่เมืองทูซอน
รัฐอริโซน่า และรัฐใกล้เคียงเพราะมาร่วมงานกับจอมยุทธ์เรื่องนี้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา
คือ ศาสตราจารย์ ดร.จูน เมคเกอร์ (June Maker) นับว่าได้ทราบข้อมูลที่มีความน่าสนใจ
ทั้งวิธีการคัดเลือกและการจัดการศึกษาที่อยากมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้ซึ่งอาจเป็นครู
ผู้บริหารที่กำลังวางแผนการศึกษา หรือแม้แต่ผู้ปกครองที่มีเด็กที่เข้าข่ายอาจได้รับทราบข้อมูลบางประการจากสายด่วนสายตรง
การคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถพิเศษเข้าโครงการโดยภาพรวมของอเมริกาขณะนี้เปิดโอกาสให้รัฐแต่ละรัฐวางนโยบายของตนเองได้ภายใต้กรอบอย่างกว้าง
ๆ จากรัฐบาลกลาง ในการใช้เครื่องมือคัดเลือกเด็กนั้นถือว่าเป็นเรื่องต้องทำเป็นหลักฐาน
คือ เครื่องมือต้องมีมาตรฐาน ผ่านจากการวิจัย และรับรองค่าความเชื่อมั่น
เที่ยงตรงมีค่ามาตรฐานที่อ้างอิงได้ไม่ใช่จะสร้างข้อสอบเองแล้วเลือกเลยก็โดนฟ้องหัวโตไม่มีใครเสี่ยง
และแบบทดสอบหรือเครื่องมือใด ๆ ในการทดสอบแต่ละรัฐจะกำหนดว่าเครื่องมือใดที่อนุญาตให้ใช้ได้
แน่นอนที่สุดหนึ่งในนั้นมีไอคิวเทสเป็นของตาย ส่วนจะมีแบบทดสอบอื่น
ๆ เป็นทางเลือกก็อีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นจุดอ่อนและจุดแข็ง
เพราะแบบทดสอบมาตรฐานที่พยายามสำรวจความสามารถของมนุษย์ในโลกนี้ยังไม่มีแบบทดสอบที่สามารถวัดความสามารถของคนได้ครอบคลุม
ดังนั้นการใช้แบบทดสอบเพียงหนึ่งเดียวจึงเป็นเรื่องที่เป็นข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
แต่ขนาดที่จะให้เด็กทดสอบไอคิว ก็เป็นเรื่องหนักสำหรับโรงเรียน
เพราะค่าตรวจทีละ 400 เหรียญ เลยต้องตรวจแบบกลุ่มกันก่อน
การตรวจสอบแบบโครงการ DISCOVERY ที่ ดร.จูน ทำอยู่ก็ได้รับอนุมัติจากหลายรัฐให้ใช้เป็นเครื่องตรวจสอบได้โดยไม่ต้องใช้ไอคิวเทสอีก
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้วิธีใครทุกอย่างต้องใช้เงินและคนมากพอสมควร
ในการดำเนินการจึงเห็นได้ว่าฝรั่งยังต้องใช้เวลาอีกนานในการเสาะหาวิธีการที่ครบเครื่อง
และครอบคลุมทุกกลุ่มประชากรอย่างที่ควรจะเป็นและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการอื่นๆ ที่อาจใช้ผสมผสานกับการเสาะหาความสามารถพิเศษนั้นก็ยังต้องได้รับการยืนยันจากงานวิจัยเสียก่อน
ซึ่งแน่ละกว่าจะได้รับการรับรองอาจจะใกล้สิบปีก็เป็นได้
ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นเอาขาช้างไปก่อน ส่วนหางช้าง ตัวช้าง
คงค่อยตามมาในอนาคต ดังนั้นยังคงมีเด็กที่เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษแต่ไม่ได้เข้าโครงการจำนวนมาก
นอกจากพ่อแม่ร้องขอให้ตรวจสอบหรือต่อสู้ก็มีทางได้เข้าโครงการ
ที่ผ่านมาก็มีคดีมากมายเกี่ยวกับการทดสอบหรือจัดเด็กไปเรียนในที่ที่ไม่เหมาะสมกับความสามารถของเขา
เรื่องนี้ผิดกับผู้ปกครองบ้าน เรายังไม่รู้ว่าจะฟ้องร้องทางการศึกษาอย่างไร
และระบบการฟ้องร้องทางการศึกษาอย่างไร และระบบการฟ้องร้องทางการศึกษาเราก็เรียกได้ว่าไม่มีกระบวนการเรียกว่ามีแต่สิทธิแต่ไม่ค่อยมีหนทางได้ใช้สิทธิอย่างเหมาะสม
เราจึงเห็นแต่คดีฟ้องร้องคุณครูตีเด็ก ทารุณเด็ก หรือข่มขืนเด็กที่ใช้กฎหมายอาญามาตีความทางปฏิบัติก็เป็นคนละเรื่องกับการวินิจฉัยความถูกต้องชอบธรรมทางการศึกษา
เมื่อมาถึงการจัดการศึกษาก็มีความแตกต่างกันแต่ละรัฐ
แต่ละหน่วยงาน ว่าจะมีนโยบายอย่างไร ที่ทูซอนถือว่าเป็นเมืองหนึ่งที่มีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษอยู่ในแนวหน้าแห่งหนึ่งทีเดียว
เรียกว่าเป็นรัฐแรก ๆ ที่มีการจัดการศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันเราจึงได้เห็นความหลากหลายในการจัดการศึกษา
มีตั้งแต่แบบที่เรียกว่า Self-contained program หมายถึงโปรแกรมที่เด็กเรียนแบบเข้มข้นตลอดเวลาโดยใช้วิธีการสอนเฉพาะกับเด็กกลุ่มนี้
เช่นโครงการสอนโครงการหนึ่งน่าสนใจมาก คือโครงการเกี่ยวกับอวกาศโดยที่ครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์ทำโครงการร่วมกับนาซ่า
ครูไปรับการอบรมจากเจ้าหน้าที่นาซ่าของรัฐ นาซ่าก็ให้ความสนับสนุนเรื่องข้อมูลรวมทั้งสร้างเครือข่ายข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ให้
จะเห็นข้อมูลต่าง ๆ จาก นาซ่าทุก ๆ 2 นาที ในชั้นเรียนก็จะเห็นสารพัดรูปแบบของข้อมูลทั้งเป็นหนังสืออุปกรณ์จำลอง
วีดิทัศน์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการสร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้ได้มากทีเดียว
ขนาดผู้เขียนไปอยู่ในห้องนั้นยังอดไม่ได้ต้องขอเรียนด้วย
เพราะเขาให้ความสำคัญหลายแง่มุม เช่น เด็กบางคนอาจไม่สนใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แต่สนใจเรื่องภาษา หรือการเขียนกลอน ก็มีบทกลอนเกี่ยวกับเรื่องนี้
มีเรื่องความกล้าหาญการเสี่ยงภัยของนักบินอวกาศ และขั้นตอนที่กว่าจะได้เป็นนักบินอวกาศ
นอกจากนั้นครูยังไปหาเงินทุนพาเด็กไปฝึกห้องอวกาศจำลองจากนาซ่า
เรียกว่าจบโครงการเด็กได้ความประทับใจในเรื่องนี้
นอกจากการเรียนแบบที่ว่าแล้วสำหรับเด็กบางระดับนั้นก็มีแบบที่เรียนครึ่งวัน
หรือบางวัน หรือแบบที่มีครูเวียนสอน (Itinerant teacher)
ไปเยี่ยมตามโรงเรียนเฉพาะบางวันและโรงเรียนพิเศษ หรือแบบที่ลูกสองคนของผู้เขียนเรียนอยู่คือไม่เรียกว่าเป็นโครงการเด็กที่มีความสามารถพิเศษ(คงไม่อยากยุ่งยากทางกฎหมาย)
แต่หากเด็กคนไหนที่สามารถเรียนวิชาไหนได้เร็วกว่าเด็กอื่น
ครูประจำวิชาก็เลื่อนให้เรียนยากขึ้น แต่ก็อาจไม่มีกระบวนการที่สลับซับซ้อนมากมาย
ซึ่งแล้วแต่ครูแต่ละคน แต่เมื่อครูเห็นเด็กเรียนได้เร็วก็มาถามความเห็นกับผู้ปกครองว่าจะอนุญาตให้เลื่อนเร็วขึ้นไหมแล้วก็ต้องถามเด็กด้วยหาไม่ก็ไม่มีสิทธิได้เลื่อน
แต่ที่น่าแปลกสำหรับที่ทูซอน คือ ในกรณีโรงเรียนพิเศษนั้นตั้งขึ้นมาเพื่อเตรียมสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับสูง
ก่อนเข้าสมัครที่โรงเรียนจะมีเจ้าหน้าที่มาบรรยายสภาพโรงเรียน
การเรียนการสอน แต่ทำไปทำมาเด็กและผู้ปกครองไม่ค่อยให้เด็กเลือกไปเรียนด้วยสาเหตุหลายประการ
ไม่อยากให้ลูกรู้สึกแปลกแยก เกรงลูกปรับตัวกับสังคมปรกติไม่ได้
หรือเด็กไม่อยากจากเพื่อน จากโรงเรียนเก่า ฯลฯ เมื่อเด็กน้อยกว่าขนาดโรงเรียนที่ควรจะเป็นก็ทำให้เด็กมีปัญหาในการบริหารจัดการตามมาเป็นระลอก
ตั้งแต่ครูที่สอน งบประมาณต่างๆ
แม้ว่าการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษยังมีหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา
เช่นกระบวนการเสาะหา การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง
และเชื่อมโยงกับระดับอุดมศึกษา แต่เท่าที่ศึกษาผลการจัดที่ผ่านมา
และการดูภาคสนาม ก็พบว่ามีผลดีกับเด็กที่อยู่ในโครงการ
เด็กดูมีความสุข และสนุกกับการเรียนรู้ที่เหมาะหรือใกล้เคียงกับศักยภาพของเขา
เชื่อว่าในอนาคตเด็กบ้านเราอาจมีโอกาสได้มีความสุขในการเรียนรู้ตามศักยภาพตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับล่าสุดบ้าง
หากนักการศึกษาเห็นซึ้งถึงความแตกต่างกันของเด็ก ๆ มากกว่าที่จะมีอยู่เฉพาะในเอกสาร