แม้ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับล่าสุดเป็นฉบับแรกที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็ตาม
แต่ความพยายามจัดการศึกษาสำหรับเด็กประเภทนี้มิใช้เพิ่งจะมี
แต่มีมานานหลายสิบปี ด้วยการคัดเลือกด้วยวิธีการต่าง ๆ
ตามที่เห็นสมควร ซึ่งวิธีการเหล่านั้นหลายๆ ประเทศก็ใช้อยู่ที่นิยม
เช่นการสอบคัดเลือก การแข่งขัน ส่วนการจัดการส่งเสริมหลังจากการคัดเลือกก็มีหลายอย่าง
ตั้งแต่การจัดชั้นพิเศษ เป็นห้องคิง ห้องควีน โรงเรียนพิเศษจัดกิจกรรมพิเศษ
ฯลฯ หรือไม่จัดเลย คือมีแต่การเข่งแล้วไม่ได้มีการจัดการใด
ๆ ต่อจากนั้น
จากข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษากับเด็กกลุ่มนี้ในประเทศไทย
ก็ได้พบว่าน่าจะมีการเพิ่มกระบวนการจัดการหลายด้านที่เรายังขาดอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการศึกษาวิจัยให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและมีแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโครงการก่อนที่จะมีการออกแบบการจัดการใด
ๆ ความไม่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโครงการก่อนที่จะมีการออกแบบการจัดการใด
ๆ ความไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ หรือขาดประสิทธิภาพในการจัดการจึงเกิดขึ้นเสมอมาอาทิเด็กที่ได้รับคัดเลือกไม่ใช่เด็กที่มีความสามารถด้านนั้นอย่างจริงจัง
เด็กที่มีความสามารถด้านนั้นสูงยิ่ง มักไม่อยู่ในสายตาตั้งแต่แรก
การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ในบ้านเราจึงต้องมาเจาะประเด็นให้เห็นกันชัดๆ
แล้วกำหนดแนวทางใหม่ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอทัศนะในฐานะที่ติดตามศึกษางานด้านนี้มานานและอยากเห็นเด็กไทยมีโอกาสมากว่าที่เป็นอยู่
ซึ่งการขาดโอกาสของเด็กไทยสาเหตุหลักไม่ใช่อยู่ที่การขาดงบประมาณแต่เพียงอย่างเดียว
แต่มักเกิดจากการขาดความเข้าใจจากผู้ที่มีหน้าที่ให้การสนับสนุน
ประเด็นแรกคือเรื่องของการสร้างภาพแวดล้อมที่กระตุ้นศักยภาพและความสนใจที่แฝงอยู่ในตัวเด็กที่สามารถพัฒนาและมองเห็นได้ดีก่อนวัยแปดขวบ
หากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาหรือกระตุ้นก่อนวัยอันควรก็ทำให้โอกาสที่จะแสดงความสามารถพิเศษให้คนอื่นเห็นเป็นที่ประจักษ์เป็นเรื่องยากมากขึ้น
ประเด็นที่สองคือเรื่องของการคัดเลือกหรือเสาะหาเด็กจากการสำรวจและวิจัย
ได้พบว่าบ้านเราขาดเครื่องมือ บุคลากร และกระบวนการที่จะสำรวจเด็กเหล่านี้ที่เชื่อมั่นได้
และพบว่ามีผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้อยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว
ที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ จึงทำให้เกิดการคัดเลือกแบบผิดฝาผิดตัวขึ้นมา
แบบวัดที่นำมาใช้ในการคัดเลือกไม่น้อยทีเดียวที่ออกแบบประเภทวัดช้างไม่ทั่วตัว
และที่พบบ่อยมากคือการยึดเอาคะแนนมากกว่าเกณฑ์ด้านอื่น
ๆ
ประเด็นที่สามคือเรื่องการจัดการศึกษาก็มักพบว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปในโครงการประสบกับปัญหา
เช่นการจัดการศึกษาไม่ท้าทายพอ แล้วทำไมจึงต้องแยกหนูออกมาจากเพื่อน
เมื่อถึงเวลาต้องออกไปแข่งขันในระดับนานาชาติเราจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหากเราไม่ชนะ แต่เด็กที่มีความสามารถพิเศษทุกคนในบ้านเรามีความรู้สึกว่าเขาได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพแล้ว
วิธีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ของแต่ละโครงการส่วนใหญ่จะใช้อยู่วิธีเดียวทั้งที่ควรใช้หลายวิธีที่ยืดหยุ่นตามลักษณะเด็กแต่ละกลุ่มแต่ละคน
ความจริงแล้วความคิดเห็นหรือข้อมูลที่กล่าวมามิใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด
ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จากกลุ่มผู้มีความตั้งใจดี มีความพยายามอยากให้เด็กไทยเก่งทัดเทียมประเทศที่พัฒนาแล้วมีอยู่มาก
เพียงแต่ประสบการณ์ หรือข้อมูลดังกล่าวมักจำกัดอยู่ในวงแคบ
ทำให้ครูและผู้ปกครองที่เป็นบุคลากรสำคัญยิ่งในทุกกระบวนการนั้นขาดความรู้ความเข้าใจ
ส่งผลให้การจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้เป็นเรื่องพิเศษ
เป็นของคนกลุ่มน้อยไป ฉบับหน้าและฉบับต่อ ๆ ไป ผู้เขียนจะเจาะลึกทีละขั้นตั้งแต่ขึ้นของการเสาะหาจนถึงการจัดการศึกษาในประเทศไทยว่าเกิดอะไรขึ้นในภาคปฏิบัติจริงเพื่อเป็นข้อมูลหนึ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา
ผศ.ดร.อุษณีย์ โพธิสุข ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศึกษาพิเศษ
มหาวิทยาลัยศรีนครครินทรวิโรฒประสานมิตร และผู้อำนวยการศูนย์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ