จากการสำรวจจำนวนตัวเลขจากต่างประเทศ
ก็พบว่ามีความแตกต่างกันอยู่ บ้างก็ว่า 1% บ้างก็ว่า 60
% ถือว่าเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมากทีเดียว
การกำหนดจำนวนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
มีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว เพราะจำนวนเด็กที่เราระบุจะทำให้เกิดเกณฑ์และการกำหนดวิธีการตลอดจนส่งผลถึงวิธีการจัดการศึกษา
อาทิ ถ้าเรากำหนดว่าเราจะเลือกเด็ก
1 คนจากเด็กทุก ๆ หมื่นคน นั่นหมายถึงว่าเราต้องการเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ชัดเจน
และตอบ
คำถามให้ได้ว่าเด็กที่ได้รับคัดเลือกนั้นได้รับคัดเลือกเพราะอะไร
และการเลือกเด็กจำนวนน้อยนั้นก็ต้องมีการจัดการศึกษาที่ซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น
หากเลือกเด็กเข้าโครงการจำนวนมากเกินไปก็อาจไม่เกิดความแตกต่างจากการศึกษาทั่วไปและอาจทำให้เสียงบประมาณมากขึ้นโดยขาดประสิทธิภาพ
ที่น่าสนใจในเรื่องจำนวนที่แต่ละประเทศระบุไว้พบว่า
นักวิชาการแต่ละประเทศก็ระบุไว้ต่างกันอย่างน่าสนใจกล่าวคือประเทศที่มีกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนในการกำหนดงบประมาณมักระบุเด็กกลุ่มนี้ไว้ไม่มากนัก
เช่น 1% 3% 5% หรือ10% ตัวเลขที่แตกต่างกัน เช่นสมมุติว่าประเทศหนึ่งบอกว่าเด็กกลุ่มนี้มีจำนวน1%
เช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่มีความสามารถพิเศษของแต่ละประเทศจะมีจำนวนเท่านั้นจริง
ๆ ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันด้วยกระบวนการทางวิชาการที่ชัดเจนได้ว่า
เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนเท่าใดกันแน่ เพราะการที่จะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
แต่เด็กอีกคนหนึ่งไม่เป็นนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน
เพราะยังขาดเครื่องมือวิธีการที่เหมาะสม
ในขณะนี้ทั่วโลกยังมีตัวเลขเกี่ยวกับเด็กกลุ่มนี้แตกต่างกันเนื่องจาก
- คำนิยามต่างกัน คำนิยามเป็นตัวกำหนดสิทธิที่พึงจะได้รับ
เช่น ในประเทศอเมริกาจะไม่ระบุกลุ่มผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬาไว้ในกฎหมายเพราะถือว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับความสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนต่าง
ๆ อยู่มากกว่าสาขาอื่นอยู่ ๆ แล้ว
- เกณฑ์การพิจารณาต่างกันในประเทศที่มีกฎหมาย
เช่นในประเทศไทยก็ต้องมีความระมัดระวังในการใช้เกณฑ์ตัดสิน
เพราะนั่นหมายถึงสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป
เพราะในกลุ่มเด็กพิเศษที่แม่น้อยรายอยากให้ลูกได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเพราะเป็นเด็กพิการ
ถ้าเขาไม่ได้เป็นจริง แต่หากลูกจะได้รับการสนับสนุนได้รับงบประมาณเพิ่มเพราะเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษละก็ไม่มีใครรังเกียจ
เกณฑ์ต้องชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น บางแห่งยังไม่มีเครื่องมืออะไรมากมาย
ก็มักใช้ IQ เป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งก็แตกต่างกัน บางแห่งใช้
IQ 125 บางแห่งใช้ IQ 140 ก็ทำให้จำนวนเด็กที่เข้าโครงการต่างกัน
- การใช้งบประมาณเป็นตัวตั้งเช่น รัฐมีเงินเท่าไร
ก็นำงบประมาณมากำหนดจำนวนประชากรวิธีนี้ดูเหมือนว่าเป็นวิธีที่นิยมใช้
และง่ายต่อการปฏิบัติ สำหรับประเทศไทย ได้มีข้อเสนอให้ใช้ตัวเลข
3% จากทุกสาขา และจากการวิจัยโดยโครงการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้พบตัวเลขที่น่าสนใจจากการสำรวจของผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่คัดเลือกเด็กเข้าโครงการฯ
พบว่า แต่ละสาขาเลือกเด็กที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้โดดเด่นได้
และเด็กกลุ่มนี้มีความต้องการการศึกษาพิเศษที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปประมาณ
2-3% ในทุกสาขา ซึ่งได้มีการจัดการศึกษาเพียง 5 สาขา
จึงได้เด็กเข้าโครงการประมาณ 14 % และพบว่าเด็กที่มีความสามารถมากกว่า
1 ด้านมีประมาณ 3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับงานวิจัยในต่างประเทศ
งานวิจัยดังกล่าวสามารถนำมาเป็นข้อเสนอแนะแก่โรงเรียน
หรือสถานศึกษาที่มีความต้องการที่จะจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ในระบบการศึกษาปกติว่า
ในครั้งแรกอาจคัดเลือกเด็กประมาณ 10-20% เข้าโครงการก่อนแล้วจัดกิจกรรมพิเศษที่ท้าทายกว่าหลักสูตรปกติเมื่อจัดหลักสูตรไปได้ระยะหนึ่งก็จะพบว่า
เด็กที่คัดเลือกมาบางคนไม่สนใจกิจกรรม บางคนไม่สามารถทำงานที่ยากได้
บางคนไม่ถนัด ฯลฯ ท้ายสุดก็จะเห็นว่าใครคือคนที่มีแววและมีศักยภาพพอที่จะส่งเสริมได้
ซึ่งแต่ละโรงเรียนไม่จำเป็นต้องเริ่มทำหลายวิชา อาจเริ่ม
1-2 วิชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อมของโรงเรียน จะช่วยให้การปฏิบัติเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม
