เด็กที่มีความสามารถพิเศษมีจำนวนเท่าใด

เรื่อง ... อุษณีย์ โพธิสุข


จำนวนเด็กที่มีความสามารถพิเศษเป็นเรื่องที่คนทั่วไปมีความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนบอกว่า หนึ่งในร้อย บางคนบอกว่า หนึ่งในล้าน หรือหมื่นหรือแสน ความแตกต่างในเรื่องของจำนวนคงจะไม่มีผลอะไรใครอยากเชื่อเท่าไรก็เชื่อกันไปเถอะ แต่หากว่าเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบการจัดการศึกษาหรือกำหนดนโยบายต่างๆถ้าคนในที่ประชุมเดียวกันโรงเรียนเดียวกันเกิดมีความคิดแตกต่างกันมากก็จะทำให้เกิดปัญหา ดังที่ปรากฏอยู่เสมอ ๆ

จากการสำรวจจำนวนตัวเลขจากต่างประเทศ ก็พบว่ามีความแตกต่างกันอยู่ บ้างก็ว่า 1% บ้างก็ว่า 60 % ถือว่าเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมากทีเดียว

การกำหนดจำนวนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว เพราะจำนวนเด็กที่เราระบุจะทำให้เกิดเกณฑ์และการกำหนดวิธีการตลอดจนส่งผลถึงวิธีการจัดการศึกษา

อาทิ ถ้าเรากำหนดว่าเราจะเลือกเด็ก 1 คนจากเด็กทุก ๆ หมื่นคน นั่นหมายถึงว่าเราต้องการเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ชัดเจน และตอบ
คำถามให้ได้ว่าเด็กที่ได้รับคัดเลือกนั้นได้รับคัดเลือกเพราะอะไร และการเลือกเด็กจำนวนน้อยนั้นก็ต้องมีการจัดการศึกษาที่ซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น หากเลือกเด็กเข้าโครงการจำนวนมากเกินไปก็อาจไม่เกิดความแตกต่างจากการศึกษาทั่วไปและอาจทำให้เสียงบประมาณมากขึ้นโดยขาดประสิทธิภาพ

ที่น่าสนใจในเรื่องจำนวนที่แต่ละประเทศระบุไว้พบว่า นักวิชาการแต่ละประเทศก็ระบุไว้ต่างกันอย่างน่าสนใจกล่าวคือประเทศที่มีกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนในการกำหนดงบประมาณมักระบุเด็กกลุ่มนี้ไว้ไม่มากนัก เช่น 1% 3% 5% หรือ10% ตัวเลขที่แตกต่างกัน เช่นสมมุติว่าประเทศหนึ่งบอกว่าเด็กกลุ่มนี้มีจำนวน1% เช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่มีความสามารถพิเศษของแต่ละประเทศจะมีจำนวนเท่านั้นจริง ๆ ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันด้วยกระบวนการทางวิชาการที่ชัดเจนได้ว่า เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนเท่าใดกันแน่ เพราะการที่จะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ แต่เด็กอีกคนหนึ่งไม่เป็นนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน เพราะยังขาดเครื่องมือวิธีการที่เหมาะสม

ในขณะนี้ทั่วโลกยังมีตัวเลขเกี่ยวกับเด็กกลุ่มนี้แตกต่างกันเนื่องจาก

    1. คำนิยามต่างกัน คำนิยามเป็นตัวกำหนดสิทธิที่พึงจะได้รับ เช่น ในประเทศอเมริกาจะไม่ระบุกลุ่มผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬาไว้ในกฎหมายเพราะถือว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับความสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ อยู่มากกว่าสาขาอื่นอยู่ ๆ แล้ว
    2. เกณฑ์การพิจารณาต่างกันในประเทศที่มีกฎหมาย เช่นในประเทศไทยก็ต้องมีความระมัดระวังในการใช้เกณฑ์ตัดสิน เพราะนั่นหมายถึงสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป เพราะในกลุ่มเด็กพิเศษที่แม่น้อยรายอยากให้ลูกได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเพราะเป็นเด็กพิการ ถ้าเขาไม่ได้เป็นจริง แต่หากลูกจะได้รับการสนับสนุนได้รับงบประมาณเพิ่มเพราะเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษละก็ไม่มีใครรังเกียจ เกณฑ์ต้องชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น บางแห่งยังไม่มีเครื่องมืออะไรมากมาย ก็มักใช้ IQ เป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งก็แตกต่างกัน บางแห่งใช้ IQ 125 บางแห่งใช้ IQ 140 ก็ทำให้จำนวนเด็กที่เข้าโครงการต่างกัน
    3. การใช้งบประมาณเป็นตัวตั้งเช่น รัฐมีเงินเท่าไร ก็นำงบประมาณมากำหนดจำนวนประชากรวิธีนี้ดูเหมือนว่าเป็นวิธีที่นิยมใช้ และง่ายต่อการปฏิบัติ สำหรับประเทศไทย ได้มีข้อเสนอให้ใช้ตัวเลข 3% จากทุกสาขา และจากการวิจัยโดยโครงการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้พบตัวเลขที่น่าสนใจจากการสำรวจของผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่คัดเลือกเด็กเข้าโครงการฯ พบว่า แต่ละสาขาเลือกเด็กที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้โดดเด่นได้ และเด็กกลุ่มนี้มีความต้องการการศึกษาพิเศษที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปประมาณ 2-3% ในทุกสาขา ซึ่งได้มีการจัดการศึกษาเพียง 5 สาขา จึงได้เด็กเข้าโครงการประมาณ 14 % และพบว่าเด็กที่มีความสามารถมากกว่า 1 ด้านมีประมาณ 3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับงานวิจัยในต่างประเทศ

งานวิจัยดังกล่าวสามารถนำมาเป็นข้อเสนอแนะแก่โรงเรียน หรือสถานศึกษาที่มีความต้องการที่จะจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ในระบบการศึกษาปกติว่า ในครั้งแรกอาจคัดเลือกเด็กประมาณ 10-20% เข้าโครงการก่อนแล้วจัดกิจกรรมพิเศษที่ท้าทายกว่าหลักสูตรปกติเมื่อจัดหลักสูตรไปได้ระยะหนึ่งก็จะพบว่า เด็กที่คัดเลือกมาบางคนไม่สนใจกิจกรรม บางคนไม่สามารถทำงานที่ยากได้ บางคนไม่ถนัด ฯลฯ ท้ายสุดก็จะเห็นว่าใครคือคนที่มีแววและมีศักยภาพพอที่จะส่งเสริมได้ ซึ่งแต่ละโรงเรียนไม่จำเป็นต้องเริ่มทำหลายวิชา อาจเริ่ม 1-2 วิชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อมของโรงเรียน จะช่วยให้การปฏิบัติเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม