งานวิจัยดังกล่าวทำโดยศาสตราจารย์
ดร.เอลเลน กอตต์ไฟรด์ (Allen W. Gottfriend) และคณะ ที่มีความสนใจที่จะหาทางตรวจสอบความสามารถพิเศษตั้งแต่วัยเริ่มต้นของชีวิตเช่นเดียวกับการเสาะหาภาวะบกพร่องของเด็ก
ๆ ที่ต้องทำตั้งแต่แรกเกิด จึงจะทำให้การช่วยเหลือและการพัฒนาเป็นไปได้
แนวคิดนี้จึงเหมาะสมและมีความสำคัญยิ่ง เพราะโดยทั่วไปเรามักมีการเสาะหาเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตแล้ว
จะเห็นได้ว่าโปรแกรมสำหรับเด็กเหล่านี้มักมีในระดับมัธยมที่ความสามารถที่โดดเด่นของเด็กหลายประการถูกละเลยไปแล้วส่วนใหญ่
นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยยังมีความสนใจว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่แตกต่างจากเด็กอื่น
ๆ
จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษซึ่งมีไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไป
ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยากเพิ่มเติมจากงานวิจัยเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ก็พบว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกันของเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางภาษา
กับเด็กที่มีความสามารถทางความคิด คือเรื่องของการใช้ภาษา
เด็กที่มีความสามารถพิเศษทางภาษาและคิดเก่ง ฉลาดคิด ก็จะพูดได้เร็ว
ภาษาก้าวหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เด็กที่มีความสามารถทางภาษาจะชอบเล่นคำ
สนใจความหมายหรือมีความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ออกมาทางภาษา
เช่นการแปลศัพท์ การเขียนกลอน การเล่านิทานที่มีสีสัน
ฯลฯ
ที่อเมริกาก็พบว่าเด็กที่ด้อยโอกาสทั้งหลายมีผลไอคิวต่ำกว่าเด็กทั่วไป
แต่เมื่อจัดสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และใช้แบบทดสอบที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องภาษา
เด็กก็มีระดับไอคิวที่สูงขึ้นมาก
ส่วนเด็กที่มีความสามารถทางความคิดนั้นถึงแม้ว่าจะมีภาษาที่ดี
แต่อาจไม่แสดงความสนใจหรือหมกมุ่นที่จะใช้ภาษาเป็นของเล่น
แต่เขาจะชอบเล่นกับความคิด จดจำแม่นยำ มีความคิดที่แปลกจากเด็กอื่น
คิดเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จะสามารถแยกได้ชัดเจนจากการสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดมากกว่าการสรุปจากผลของแบบทดสอบชนิดใด
ๆ
อย่างไรก็ตาม ผลของงานวิจัยชิ้นนี้ก็มีประโยชน์ต่อเราในเรื่องของการสังเกตพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เยาว์วัย
ว่าหากเด็กมีความก้าวหน้าทางภาษาก็ควรจับตามองว่าเด็กอาจเป็นเด็กที่มีไอคิวสูงในอนาคต
และสามารถส่งผลดีต่อการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความสามารถทางภาษาหรือทางความคิดก็ตาม
เด็กลักษณะนี้ก็อาจประสบความสำเร็จในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
เพราะมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ในสนับสนุนว่าเด็กเช่นนี้มีความสามารถพื้นฐานที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนที่ดี
สิ่งที่เพิ่มเติมจากการศึกษาของงานวิจัยนี้คือ
ความสามารถที่วัดได้ในระดับประถมมักไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังและความสามารถทางไอคิวเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้
สิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเพิ่มหรือลดของความสามารถทางสติปัญญาคือแรงจูงใจภายใน
(Intrinsic motivation) คณะผู้วิจัยได้พบว่าแรงจูงใจภายในจะเกิดได้จากการเรียนรู้
ความอยากรู้อยากเห็น ความสุขกับการเรียน การเรียนท้าทายให้ใคร่รู้
ผู้เรียนเรียนแล้วได้ความคิด แรงจูงใจประเภทนี้จึงเกิดจากความเหมาะสมกับผู้เรียน
ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถดึงประสบการณ์ต่างๆ มาสู่การเรียนรู้ที่แท้จริงที่เกิดจากแรงจูงใจภายในของเขา
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลทางความคิดและพฤติกรรมทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
และทำให้ไอคิวเด็กสูงขึ้นหรือต่ำลงได้จากแรงจูงใจภายในนี้เอง
ข้อมูลนี้จึงเป็นเครื่องอธิบายได้ว่าเหตุใดเด็กบางกลุ่มของบ้านเราจึงมีไอคิวต่ำอย่างน่าใจหาย
ที่อเมริกาก็พบว่าเด็กที่ด้อยโอกาส ทั้งหลายมีผลไอคิวต่ำกว่าเด็กทั่วไป
แต่เมื่อจัดสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และใช้แบบทดสอบที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องภาษา
เด็กก็มีระดับไอคิวที่สูงขึ้นมาก
สิ่งที่พบจากการศึกษาครั้งนี้อีกอย่างหนึ่งคือ
ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับการเรียนรู้ เขาพบว่าสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางปัญญาอย่างมาก
และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เด็กอยากหรือไม่อยากเรียนรู้
จากงานวิจัยยังพบอีกว่า เด็กที่มีไอคิวสูงบางคนชอบเล่นคนเดียวตอนเด็ก
ๆ หากจะเล่นก็อยากเล่นกับเด็กโตกว่ามากกว่าเด็กในวัยเดียวกันจึงไม่แปลกเลยว่าโดยทั่วไปเด็กไอคิวสูงมักจะมีเพื่อนต่างวัยเป็นเด็กที่โตกว่า
หรือมีเพื่อนเป็นผู้ใหญ่
งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจตรงที่เขาให้ความสำคัญกับพฤติกรรมต่าง
ๆ ของเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่ปฐมวัย และศึกษาอย่างต่อเนื่องที่งานวิจัยน้อยชิ้นจะทำเช่นนี้
จึงได้ข้อมูลหลายอย่างที่ยืนยันลักษณะและความต้องการรวมถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในการเรียนของเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้น
จากผลของงานวิจัยยิ่งทำให้เราเห็นชัดเจนว่าเราน่ามีการลงทุนกับการเสาะหา
ส่งเสริม และสร้างเด็กตั้งแต่เล็กมากกว่ามาทำกันที่ปลายมือ
จนสายเกินไป ผลที่ได้น้อยกว่าที่ควรเป็นและบ่อยครั้งเราก็ไม่ได้เด็กดังที่เราตั้งใจ
เพราะเราให้การสนับสนุนที่ออกจะสายเกินไปสำหรับหลาย ๆ
คน
