เด็กกิ๊ฟเต็ดกับไอคิว

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์

ขณะนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าความสามารถพิเศษกับผลการทดสอบด้วยแบบทดสอบทางสติปัญญา อาจมีส่วนสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กันแล้วแต่ความสามารถที่จะวัดนั้นตรงกับสิ่งที่ทดสอบในแบบทดสอบสติปัญญาหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอันไม่ไกลนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงชื่อแบบทดสอบเป็นความสามารถด้านใดด้านหนึ่งแทนที่จะใช้คำว่าสติปัญญา ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของมนุษย์อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกวัดด้วยแบบทดสอบประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษกับระดับของไอคิว เพราะเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันมานานกว่าแบบทดสอบใด และสามารถระบุหรือคาดการณ์พฤติกรรมทางความคิดบางอย่างได้ มีงานวิจัยชิ้นใหญ่ที่ศึกษาความสัมพันธ์ของเด็กที่มีไอคิวสูงกับสิ่งต่าง ๆ ทำให้เราได้ข้อมูลหลายประการที่อาจสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษในบ้านเรา

งานวิจัยดังกล่าวทำโดยศาสตราจารย์ ดร.เอลเลน กอตต์ไฟรด์ (Allen W. Gottfriend) และคณะ ที่มีความสนใจที่จะหาทางตรวจสอบความสามารถพิเศษตั้งแต่วัยเริ่มต้นของชีวิตเช่นเดียวกับการเสาะหาภาวะบกพร่องของเด็ก ๆ ที่ต้องทำตั้งแต่แรกเกิด จึงจะทำให้การช่วยเหลือและการพัฒนาเป็นไปได้ แนวคิดนี้จึงเหมาะสมและมีความสำคัญยิ่ง เพราะโดยทั่วไปเรามักมีการเสาะหาเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตแล้ว จะเห็นได้ว่าโปรแกรมสำหรับเด็กเหล่านี้มักมีในระดับมัธยมที่ความสามารถที่โดดเด่นของเด็กหลายประการถูกละเลยไปแล้วส่วนใหญ่ นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยยังมีความสนใจว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่แตกต่างจากเด็กอื่น ๆ

จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษซึ่งมีไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยากเพิ่มเติมจากงานวิจัยเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ก็พบว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกันของเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางภาษา กับเด็กที่มีความสามารถทางความคิด คือเรื่องของการใช้ภาษา เด็กที่มีความสามารถพิเศษทางภาษาและคิดเก่ง ฉลาดคิด ก็จะพูดได้เร็ว ภาษาก้าวหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เด็กที่มีความสามารถทางภาษาจะชอบเล่นคำ สนใจความหมายหรือมีความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ออกมาทางภาษา เช่นการแปลศัพท์ การเขียนกลอน การเล่านิทานที่มีสีสัน ฯลฯ

“ที่อเมริกาก็พบว่าเด็กที่ด้อยโอกาสทั้งหลายมีผลไอคิวต่ำกว่าเด็กทั่วไป แต่เมื่อจัดสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และใช้แบบทดสอบที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องภาษา เด็กก็มีระดับไอคิวที่สูงขึ้นมาก”

ส่วนเด็กที่มีความสามารถทางความคิดนั้นถึงแม้ว่าจะมีภาษาที่ดี แต่อาจไม่แสดงความสนใจหรือหมกมุ่นที่จะใช้ภาษาเป็นของเล่น แต่เขาจะชอบเล่นกับความคิด จดจำแม่นยำ มีความคิดที่แปลกจากเด็กอื่น คิดเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จะสามารถแยกได้ชัดเจนจากการสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดมากกว่าการสรุปจากผลของแบบทดสอบชนิดใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ผลของงานวิจัยชิ้นนี้ก็มีประโยชน์ต่อเราในเรื่องของการสังเกตพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เยาว์วัย ว่าหากเด็กมีความก้าวหน้าทางภาษาก็ควรจับตามองว่าเด็กอาจเป็นเด็กที่มีไอคิวสูงในอนาคต และสามารถส่งผลดีต่อการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความสามารถทางภาษาหรือทางความคิดก็ตาม เด็กลักษณะนี้ก็อาจประสบความสำเร็จในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี เพราะมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ในสนับสนุนว่าเด็กเช่นนี้มีความสามารถพื้นฐานที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนที่ดี

สิ่งที่เพิ่มเติมจากการศึกษาของงานวิจัยนี้คือ ความสามารถที่วัดได้ในระดับประถมมักไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังและความสามารถทางไอคิวเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเพิ่มหรือลดของความสามารถทางสติปัญญาคือแรงจูงใจภายใน (Intrinsic motivation) คณะผู้วิจัยได้พบว่าแรงจูงใจภายในจะเกิดได้จากการเรียนรู้ ความอยากรู้อยากเห็น ความสุขกับการเรียน การเรียนท้าทายให้ใคร่รู้ ผู้เรียนเรียนแล้วได้ความคิด แรงจูงใจประเภทนี้จึงเกิดจากความเหมาะสมกับผู้เรียน ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถดึงประสบการณ์ต่างๆ มาสู่การเรียนรู้ที่แท้จริงที่เกิดจากแรงจูงใจภายในของเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลทางความคิดและพฤติกรรมทางการเรียนรู้ของผู้เรียน และทำให้ไอคิวเด็กสูงขึ้นหรือต่ำลงได้จากแรงจูงใจภายในนี้เอง

ข้อมูลนี้จึงเป็นเครื่องอธิบายได้ว่าเหตุใดเด็กบางกลุ่มของบ้านเราจึงมีไอคิวต่ำอย่างน่าใจหาย ที่อเมริกาก็พบว่าเด็กที่ด้อยโอกาส ทั้งหลายมีผลไอคิวต่ำกว่าเด็กทั่วไป แต่เมื่อจัดสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และใช้แบบทดสอบที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องภาษา เด็กก็มีระดับไอคิวที่สูงขึ้นมาก

สิ่งที่พบจากการศึกษาครั้งนี้อีกอย่างหนึ่งคือ ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับการเรียนรู้ เขาพบว่าสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางปัญญาอย่างมาก และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เด็กอยากหรือไม่อยากเรียนรู้

จากงานวิจัยยังพบอีกว่า เด็กที่มีไอคิวสูงบางคนชอบเล่นคนเดียวตอนเด็ก ๆ หากจะเล่นก็อยากเล่นกับเด็กโตกว่ามากกว่าเด็กในวัยเดียวกันจึงไม่แปลกเลยว่าโดยทั่วไปเด็กไอคิวสูงมักจะมีเพื่อนต่างวัยเป็นเด็กที่โตกว่า หรือมีเพื่อนเป็นผู้ใหญ่

งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจตรงที่เขาให้ความสำคัญกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่ปฐมวัย และศึกษาอย่างต่อเนื่องที่งานวิจัยน้อยชิ้นจะทำเช่นนี้ จึงได้ข้อมูลหลายอย่างที่ยืนยันลักษณะและความต้องการรวมถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในการเรียนของเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้น

จากผลของงานวิจัยยิ่งทำให้เราเห็นชัดเจนว่าเราน่ามีการลงทุนกับการเสาะหา ส่งเสริม และสร้างเด็กตั้งแต่เล็กมากกว่ามาทำกันที่ปลายมือ จนสายเกินไป ผลที่ได้น้อยกว่าที่ควรเป็นและบ่อยครั้งเราก็ไม่ได้เด็กดังที่เราตั้งใจ เพราะเราให้การสนับสนุนที่ออกจะสายเกินไปสำหรับหลาย ๆ คน