จาก Gardner สู่ Discover :
การเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

เรื่อง ... อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์


เป็นเวลาหลายสิบปีที่ได้มีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์กว้างขึ้นจากการใช้ IQ Test เป็นหลักในการประเมินความสามารถทางสติปัญญาที่มีความหลากหลายมากขึ้น เขาแบ่งความสามารถเป็นแปดด้านดังที่เราทราบกันทั่วไป อย่างไรก็ตาม การ์ดเนอร์ไม่ได้ลงในภาคปฏิบัติกับระบบการศึกษามากนัก ศาสตราจารย์จูน เมเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่มีผลงานตำราที่มีชื่อเสียงใช้กันทั่วโลกหลายเล่ม อาทิ Education Model for the Gifted ที่ศาสตราจารย์ ดร.อารี สัณหฉวี ได้แปลเป็นภาษาไทย พิมพ์โดยกรมวิชาการเมื่อหลายปีก่อน ดร.จูนได้คิดวิธีการเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษโดยกระบวนการทดสอบที่ให้เด็กได้ใช้ความสามารถทางสมองหลายด้านขึ้น โดยใช้แนวทางการแบ่งความสามารถของ การ์ดเนอร์ วิธีการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในวงการอย่างแพร่หลาย และใช้กันในหลายประเทศเพราะการพัฒนาวิธีการหาความสามารถของมนุษย์ที่ซับซ้อนยังเป็นเรื่องที่หาข้อยุติไม่ได้ เมื่อมีวิธีการที่ไม่ใช่ใช้แต่เพียงกระดาษคำตอบ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับวงการวิชาการอย่างยิ่ง

ในขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติอย่างเข้มข้นกับโครงการ DISCOVER ทั้งในรัฐอริโซน่าและรัฐนิวแม็กซิโก หลังจากที่ ดร.จูน ได้มาศึกษาโครงการ Exploring Center ของสถาบันพัฒนาทักษะการคิด เป็นเวลา 1 เดือน เต็มในเมืองไทย เพื่อผนวก 2 โครงการเข้าด้วยกันกระบวนการเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษของ ดร.จูน ประเมินความสามารถเด็ก 5 ด้าน คือ

    1. ความสามารถทางมิติสัมพันธ์ด้านศิลปะ (Spatial Artistic) ตรวจสอบความสามารถคิดได้โดยไม่มีกรอบโดยให้เด็กสร้างรูปต่างๆ ทั้งรูปที่บอกกรอบให้ เช่น ให้สร้างรูปรุ้ง สัตว์ และสร้างรูปที่ไม่มีกรอบตามจินตนาการของเด็ก ในการประเมินสิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีเกณฑ์ชัดเจนในการกระตุ้นให้เด็กสนใจในสิ่งที่ทำ เกณฑ์ที่ใช้เป็นเกณฑ์ด้านการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเห็นหลายมิติ การใช้จังหวะ ช่องว่าง อุปกรณ์ การใช้สี การออกแบบ วิธีการประมวลความคิดออกมาเป็นชิ้นงาน
    2. ความสามารถทางมิติสัมพันธ์ด้านการวิเคราะห์ (Spatial Analytical) เด็กจะต้องหาวิธีแก้ปัญหาจากการวางรูปตามแบบที่ให้จากอุปกรณ์อีกชุดหนึ่ง วิธีการทำงานของเด็ก การแก้ปัญหา และวิธีคิดจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประเมินสามารถประเมินได้อย่างชัดเจน
    3. ความสามารถทางภาษาพูด (Oral Linguistic) อุปกรณ์ของเล่นที่เลือกและผ่านการวิจัยในโครงการมาแล้ว เด็กต้องใช้ความสามารถทั้งในการวิเคราะห์ทางภาษา และการเล่าเรื่องจากของเล่นที่เด็กบางคนสามารถทำได้อย่างมหัศจรรย์
    4. ความสามารถทางคณิตศาสตร์ (Mathematical) โดยการวิเคราะห์วิธีการแก้โจทย์ปัญหา ที่ใช้ขั้นตอนการแก้ปัญหา 5 ขั้นตอน จากการแก้โจทย์แบบตรงไปตรงมาแบบที่เราใช้กันในโรงเรียนบ้านเราบ่อย ๆ การแก้โจทย์ที่ต้องใช้
      การวิเคราะห์ จนถึงการแก้โจทย์แบบปลายเปิด
    5. ความสามารถทางภาษาด้านการเขียน (Written Linguistic) เป็นการวิเคราะห์ความสามารถจากการเขียนเรื่องของเด็ก ใช้เฉพาะเด็กที่สามารถเขียนได้แล้ว และเด็กบางคนที่อาจมีปัญหาทางภาษาก็ไม่ใช้วิธีนี้ประเมิน

นอกจากนั้นก็มีการประเมินเด็กอีกทั้งด้านความสามารถทางมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal) ความสามารถในการรู้จักตนเอง (Intrapersonal) ความสามารถทางการเคลื่อนไหว และการใช้ร่างกาย (Bodily kinerthtic) ความสามารถทั่วไป (General) ที่จะใช้แบบสำรวจและข้อมูลอื่น ๆ ประกอบ

หลังจากที่ผู้เขียนได้ศึกษาแล้วพบว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ผ่านการตกผลึกทางความคิดที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานปี ทุกครั้งที่มีการทดสอบ จะเห็นว่าแต่ละความสามารถจะมีเด็กที่แสดงความสามารถภายในออกมา เด็กเองก็มีความสุข และไม่เครียดกับการสอบ

ในการที่จะระบุว่าใครเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือไม่นั้นต้องมีคณะกรรมการเป็นผู้ร่วมตัดสิน และคนที่สังเกตเด็กก็ไม่สามารถลำเอียงเด็กได้ตามใจ เพราะต้องนำเสนอผลงานของเด็ก ต้องให้เหตุผลถึงเกณฑ์ในการตัดสินที่อ้างอิงได้ สิ่งเหล่านี้บ้านเราน่าจะนำมาศึกษาว่าในการตัดสินใดควรมีทั้งเกณฑ์และกระบวนการที่ชัดเจน