"เรียนรู้ภาษา" ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ
นักวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การเริ่มเรียนภาษาที่สองก่อนช่วงวัยรุ่น
ตอนต้น (11-12 ปี) จะทำให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้ภาษานั้นได้คล่องเหมือนอย่างเจ้าของภาษา
แต่สำหรับคำถามว่าควรเริ่มเรียนภาษาแรก หรือภาษาแม่ ตั้งแต่ลืมตาเกิดมาเลย
หรือควรเป็นช่วงใดอายุเท่าไรนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
เพราะเกือบทุกคนเรียนรู้ภาษาแม่ ตั้งแต่นาทีแรกที่ลืมตาดูโลก
และภายใน 1-2 ปี หากเด็กมีปัญหาการเรียนรู้ภาษาดังกล่าว
คนทั่วไปมักเหมาเอาว่าเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนการรับรู้ภาษา
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมประจำปีของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งอเมริกาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมาเรเชล
เมย์เบอร์รี่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ เมืองมอนทรีอัล
แระเทศแคนาดา ได้เลือกทำการศึกษาอาสาสมัครหูหนวก 30 คน
ซึ่งเริ่มเรียนภาษามือในวัยต่าง ๆ กัน โดยที่ 30 % ของอาสาสมัครเริ่มเรียนภาษามือตั้งแต่ยังเล็ก
(ก่อน 1 ขวบ) อีก 30 % เริ่มเรียนในโรงเรียนประถมขณะมีอายุ
4-7 ปี ส่วนที่เหลือเริ่มเรียนเมื่ออายุประมาณ 8-13 ปี
(การศึกษาดังกล่าวอยู่บนสมมุติฐานว่าการเรียนรู้ภาษาใด
ๆ ย่อมมีความคล้ายกันรวมถึงการเรียนภาษามือด้วย)
เมย์เบอร์รี่ ให้อาสาสมัครทำแบบทดสอบหลักไวยากรณ์ของภาษามือ
ผลปรากฏว่าอาสาสมัครที่เริ่มเรียนภาษามือก่อนกลุ่มอื่นได้คะแนนสูงสุด
กลุ่มที่เริ่มเรียนเมื่ออยู่โรงเรียนประถมทำได้รองลงมา
ส่วนกลุ่มที่เริ่มเรียนภาษายิ่งเริ่มเรียนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้ผลดีเท่านั้น
จากผลการทดลองที่ได้ดังกล่าว เมย์เบอร์รี่สรุปว่า
หากมิได้เริ่มเรียนภาษาอย่างเหมาะสมในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต
(ไม่ว่าภาษาใดก็ตาม) จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการเรียนภาษาไปตลอดชีวิต
โดยเมย์เบอร์รี่เชื่อว่า หากวงจรบางอย่างเกี่ยวกับภาษาในสมองมิได้ถูกกระตุ้นแต่เนิ่น
ๆ วงจรที่ว่านี้จะหายหรือเสื่อมไปอย่างถาวร
