ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปมักท้วงติงหรือกังวลบ่อย
ๆ ก็คือ ความมีจริยธรรมของเด็กกลุ่มนี้ เพราะคนทั่วไปตระหนักดีว่าหากเราช่วยผลักดันส่งเสริมเด็กกลุ่มนี้ให้โดดเด่นแต่ขาดจริยธรรม
ก็จะเป็นเรื่องทำลายสังคมมากกว่าสร้างสรรค์สังคม ความเป็นห่วงเป็นใยนี้เป็นเรื่องสำคัญ
และต้องยึดถือให้มีกลวิธีที่เป็นเครื่องอุ่นใจว่า เด็กที่เรามุ่งพัฒนาด้วยต้นทุนที่แพงแสนแพง
จะไม่กลับมาทำร้ายและเอาเปรียบสังคมจนประเทศล่มสลายในภายหลังเพราะเด็กกลุ่มนี้ร้ายแล้วร้ายนัก
ร้ายลึกซึ้ง หากดีก็สามารถพลิกประเทศ พลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้เช่นกัน
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้จึงต้องยึดถือไว้ในหัวใจว่า
เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องการหาทางสร้างและส่งเสริมคนที่มีศักยภาพสูงให้มีหัวใจที่เป็นสาธารณะ
มุ่งอุทิศตนเพื่อคนอื่น
การที่จะจัดโครงการให้กับเด็กกลุ่มนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร
ครูและ ผู้ปกครอง จะต้องรู้จักและเข้าใจลักษณะธรรมชาติและความต้องการของเด็กกลุ่มนี้ให้ชัดเจนว่า
เด็กกลุ่มนี้นอกจากธรรมชาติทางด้านความสามารถพิเศษที่มีอยู่นั้นสลับซับซ้อน
พิสดารกว่าคนอื่น สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วทำได้ดีกว่าเด็กคนอื่นในสิ่งที่ตนถนัดแล้ว
ลักษณะกลไกทางจิตใจก็ซับซ้อนละเอียดอ่อน ไม่แพ้กับพลังด้านความสามารถของพวกเขา
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ควรละเลยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางจิตใจ
และความเจริญเติบโตทางอารมณ์และสังคมของเด็ก หากเราเพิกเฉย
มุ่งวัดและให้แรงเสริมแต่ด้านความสามารถของเขาอย่างเดียว
ในอนาคตเราอาจได้หุ่นยนต์พิสดารที่เก่งสารพัดแต่ขาดหัวใจ
หรืออาจได้ผู้ร้ายในคราบนักบุญ คราบนักบริหารระดับสูงที่บั่นทอนทำลายสังคมก็เป็นได้
พฤติกรรมทางด้านจิตใจของเด็กกลุ่มนี้
มีความละเอียดอ่อนยิ่ง และมีการรับรู้ที่ ไว เด็กกลุ่มนี้จึงมีพื้นฐานที่จะมี
ความรู้สึก มากกว่า ลึกซึ้งกว่า ซับซ้อนกว่าเด็กทั่วไป
โดยพื้นฐานแล้ว เด็กกลุ่มนี้มักสนใจในเรื่องศีลธรรมจรรยา
ปรัชญาหรือประเด็นทางสังคม จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะชักจูงให้เด็กกลุ่มนี้พัฒนาตนเองเพื่อสังคม
หากเขาได้พบกับต้นแบบที่ดีพอ มองเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ที่ยืนยันว่า
คนเก่ง คนดี คนมีค่าของสังคมจะต้องเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันโดยพื้นฐานโดยธรรมชาติของเด็กพวกนี้
ไม่สามารถหล่อเลี้ยงและพัฒนาตนเองให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุขได้
หากปราศจากปัจจัยสำคัญเกื้อหนุน เพราะแม้เด็กกลุ่มนี้จะมีความสามารถโดดเด่นหรือฉลาดลึกซึ้งเพียงใดก็ยังเป็นเด็กธรรมดา
ที่ต้องการประสบการณ์จากผู้ใหญ่ จากการชี้แนะที่ดี และที่สำคัญเด็กเหล่านี้ยังต้องมีการเรียนรู้ภาวะจิตใต้สำนึกที่ดี
นั่นคือ การได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัวความเข้าใจจากพ่อแม่
และมีพื้นฐานครอบครัวที่สมบูรณ์
เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาเด็กกลุ่มนี้ต้องการความเข้าใจจากครู
และผู้ที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากความต้องการการศึกษาที่เหมาะสมกับพวกเขา
เพราะคนทั่วไปมักคิดว่า พวกเขายังเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน ได้เปรียบคนอื่น
รู้มากกว่า ไม่ต้องช่วยเหลืออะไร เขาก็ช่วยตัวเองได้ดี
ในขณะที่เด็กกลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองด้อยโอกาสมีความกดดัน
ความเจ็บปวดขมขื่น ตนเองแตกต่างไปจากคนอื่น
กลุ่มของ โคลัมบัส กล่าวว่า ความสามารถพิเศษนั้น
คือความไม่ผสมกลมกลืนกันของพัฒนาการ กล่าวคือ พัฒนาการทางปัญญาและความสามารถต่าง
ๆ มีอยู่อย่างเข้มข้น และมีผลกระทบทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นประสบการณ์
หรือการตระหนักรู้ที่แตกต่างจากคนทั่วไป ความไม่ผสมกลมกลืนนี้เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น
เอกลักษณ์ของเด็กกลุ่มนี้บางทีแทนที่จะเป็นผลดี แต่กลับกลายทำให้พวกเขาอ่อนแอ
และต้องการดูแลจากผู้ปกครอง ครู ในการให้คำแนะนำปรับปรุง
เพื่อทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาเต็มตามศักยภาพได้ ซึ่งความไม่ผสมกลมกลืน
(Asynchrony) หมายถึง การขาดการผสมกลมกลืนหรือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอัตราการพัฒนาการของปัญญา
อารมณ์ และร่างกาย ความไม่ผสมกลมกลืนกันนี่เองที่ส่งผลให้เกิดความเครียดภายในได้
แต่ไม่สามารถขีดเขียนได้ตามจินตนาการหรือความต้องการของตนเองได้
ทำให้เกิดความเครียด หงุดหงิด คับข้องใจ ที่สามารถพบได้เสมอ
ๆ ในกลุ่มเด็กที่มีความสามารถในระดับสูงมาก (Highly Gifted)
ความไม่ผสมกลมกลืนภายในก็ก่อให้เกิดความลำบากในการปรับตัวภายนอก
(External Adjustment) ไปด้วย และเด็กก็มักจะมีความรู้สึกว่าตนเอง
แตกต่าง ไม่มีที่เหมาะกับเขา เพราะเด็กทุกคนต้องการหรือมีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
เป็นที่ยอมรับ ความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ไม่เหมาะกับตัวเขาจึงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยทีเดียว
จึงไม่แปลกที่เราจะพบว่า เด็กที่ฉลาดล้ำหรือกลุ่มพวกมีความสามารถเป็นเลิศ
มีศักยภาพสูงยิ่ง กลับเป็นพวกที่อาจล้มเหลวได้ และอาจมีอาการที่พบบ่อยในเด็กกลุ่มนี้
คือ
- ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เห็นคุณค่าในตนเองต่ำ
(Low Self-Esteem) ซึ่งการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำนี้
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าผู้อื่นไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของตนเอง
เมื่อผู้อื่นทำผิดพลาดมักตำหนิผู้อื่น ชอบปกป้องตัวเอง
และรู้สึกไม่พอใจอะไรง่าย ๆ นอกจากนั้น ยังทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ขาดการตัดสินใจที่ดีในอนาคต
- ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง (Loneliness)
เพราะเนื่องจากคนไม่ค่อยเข้าใจความคิดความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษสูง
ๆ จะรู้สึกว่า คนอื่นคิดและรู้สึกไม่เหมือนกับตน จึงทำให้เด็กมีพฤติกรรมการตอบสนองไปในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งแล้วแต่พื้นฐานทางด้านจิตใจ การอบรมเลี้ยงดู รวมทั้งวิธีการคิดของเด็กด้วย
- มีปัญหาในการปรับตัว จึงทำให้มีทักษะทางสังคมต่ำ
(Low Social Skill) เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถปรับความคิดของตนเองให้คล้อยตามกับความคิดของกลุ่มคนในสังคม
เพราะระบบการคิดที่ต่างกันจึงทำให้เด็กเหล่านั้นไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้
- ความเครียดสูง เพราะเนื่องจากความคาดหวังและสภาพแวดล้อมที่ตัวเด็กได้รับความกดดัน
และระบบการศึกษา ซึ่งตัวเองต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนไม่สนใจ
- กลัวความล้มเหลว โดยเฉพาะเด็กที่แสดงออกถึงความสามารถที่โดดเด่น
ทำให้ผู้คนใกล้ชิดกับเด็กมักจะคาดหวัง และตัวเด็กเองก็มีแนวโน้มชอบทำอะไรสมบูรณ์ไม่มีที่ติ
(Perfectionist) จึงทำให้เด็กพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความล้มเหลว
- ขาดความมั่นใจในตนเอง (low Self-Confident)
ทำให้เด็กไม่กล้าแสดงออก หรือในบางครั้งก็แสดงออกแต่ไม่เหมาะสมจึงทำให้ถูกตำหนิเมื่อจะทำอะไรใหม่
ๆ ทำให้ไม่กล้าแสดงออก
- ทำงานไม่ค่อยเสร็จ เด็กที่มีความสามารถพิเศษมักมีความคิดดี
เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้เร็ว คิดเก่ง แต่ลงมือทำมักทำไม่ค่อยสำเร็จ
จึงเห็นได้ว่า ลำพังความเข้าใจของครู
หรือของพ่อแม่อาจไม่เพียงพอ นั่นหมายถึงโรงเรียนหรือหน่วยงานที่จัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้
ควรสร้างระบบหรือกลไกทางด้านการแนะแนวและจิตวิทยาควบคู่กันไป
ที่มีทั้งครู พ่อแม่ นักแนะแนวและจิตวิทยาควบคู่กันไป
ที่มีทั้งครู พ่อแม่ นักแนะแนว นักจิตวิทยา จิตแพทย์ มาร่วมกันอย่างมีระบบ
โดยมีจุดประสงค์ที่จะสร้างทักษะทางอารมณ์ สังคม จิตใจให้เด็ก
เช่น ความมีศีลธรรมจรรยา ความศรัทธาในเรื่องต่างๆ ความเมตตา
กรุณา ความรู้สึกที่ต้องการให้ตนเองเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ
ความห่วงใยผู้อื่นการอุทิศตนให้สังคม การมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่มั่นคง
และเข้มแข็ง มีความยุติธรรม มีความเข้าใจเรื่องสังคม มีความรับผิดชอบ
และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
ในการเลี้ยงดูเด็กที่มีความสามารถพิเศษครูและผู้ปกครองควรมีแนวปฏิบัติดังนี้คือ
- มีความเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยของเด็ก
- ฝึกให้เด็กมีการยอมรับและเข้าใจตนเองและข้อจำกัดของตนเอง
- สร้างความมั่นใจว่าพ่อแม่หรือครูจะสนับสนุนเขา
- ฝึกการแก้ความขัดแย้งในตนเอง
- ฝึกการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
- ฝึกความสามารถด้านการติดต่อสื่อสาร
- ฝึกทักษะทางสังคม การยอมรับของคนอื่น
- ฝึกความสามารถในการมุ่งมั่น อดทน
และเอาชนะอุปสรรคแทนที่จะเป็นคนก้าวร้าว
- ฝึกให้อยู่กับตนเองได้อย่างมีความสุข
- ฝึกให้เด็กสามารถลดภาวะกดดัน ภาวะเครียด
- ฝึกการสร้างอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี